เรื่องเล่าของ 101ไทยหลังอาน
101ไทยหลังอานเอาเรื่องเล่าจากประสพณ์การจริงของ 101ไทยหลังอานกับพวกเจ้าหลังอานใจกล้าหาญมาเล่าสู่กันฟังครับ เพื่อผู้ที่สนใจในสุนัขไทยหลังอานหรือสุนัขประจำชาติของเราหรือผู้ไม่รู้ได้เรียนรู้ศึกษาลักษณะนิสัยใจคอของสุนัขไทยหลังอานของเราให้ได้รู้จักกันให้ดียิ่งขึ้นในอีกมุมมองหนึ่งจากเรื่องเล่าของ 101ไทยหลังอาน ลองติดตามกันดูได้ ณ บัดนี้

"ตีนเหยียบเต่า ปากเห่าแลน หางชี้ไข่นกกระทา ที่ฝังอยู่ในดิน"
เป็นประโยคบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ที่พูดกันปากต่อปากถึงความเฉลียวฉลาดของเจ้าหลังอาน มาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งคนไทยส่วนมากอาจจะไม่เคยได้ยินประโยคบอกเล่าเหล่านี้และได้มองข้ามสุนัขไทยประจำชาติของตัวเองไป จนกระทั่งคนไทยบางคนถึงกับไม่รู้จักสุนัขไทยประจำชาติของตัวเองก็มี
เรื่องเล่าของ 101ไทยหลังอาน
คราดึกสงัดของคืนเดือนมืด ณ ราตรีหนึ่ง กระท่อมน้อยหลังคามุงด้วยหญ้าแฝกที่เก่าผุ ตั้งอยู่ท้ายสวนที่อยู่ห่างไกลชุมชนเมืองออกมา เสียงเห่ากรรโชกของเจ้าโจ๊กหลังอานสีน้ำตาลแดงตัวเขื่องเพศผู้กับเจ้าหงุมหงิมหลังอานเพศเมียมีสีดำตัวเป็นมันเงาวาวขลับดูเด่นมีเสน่ห์สวยงาม รูปทรงร่างกายจะเล็กกว่าเจ้าโจ๊กหน่อยแต่ดูปราดเปรียวเป็นยิ่งนัก ซึ่งข้าพเจ้านำเจ้าหลังอานมาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนข้างกาย เพื่อนตายที่อยู่เบื้องต่ำอยู่สองตัว เสียงเห่ากรรโชกของเจ้าโจ๊กกับหงุมหงิมยังเห่าดังกันเป็นระยะๆ เหมือนมันดังอยู่ข้างหูนี่เอง ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลไปจากตัวกระท่อมน้อยซ่อมซอหลังคามุงด้วยหญ้าคาที่ผ่านแดดผ่านฝนมาแล้ว 2 ฤดู เสียงเห่าของพวกเจ้าหลังอานมันยังคงดังอยู่ข้างๆ หูอยู่รายรอบตัวกระท่อมน้อยไม่ไปไหนไกลนัก บางที่ก็เคลื่อนตัวเข้ามาเห่ากรรโชกอยู่ใกล้ๆ นี่เอง
ด้วยความงัวเงียง่วงนอนจากการงานที่เหนื่อยเมื่อยล้าจากไร่สวนเมื่อตอนกลางวัน ทำให้ข้าพเจ้าไม่ค่อยอยากไปสนใจเท่าไรนัก ได้แต่คิดไปว่ามันคงเห่าพวกชาวบ้านละแวกนี้ ที่ออกมาหาจับปูจับปลาหรือส่องกบส่องตุ๊กแกในยามค่ำคืนกัน ซึ่งแล้วแต่จะหาได้เดินผ่านเฉียดไร่สวนเราไป แต่เสียงเห่ากรรโชกดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นทอดระยะเวลายาวนานขึ้นไม่ยอมหยุดสักที ข้าพเจ้าก็ต้องเอะใจขึ้นมาในบันดลหรือว่าจะมีคนเข้าสวนมาขโมยจับปลาในบ่อหรือจะมาขโมยไก่ในเล้า หรือสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ แล้วแต่จะคว้าจับเอาไปได้ ซึ่งมันก็มักจะเคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นเป็นประจำก่อนหน้าที่จะมีเจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมมาอยู่เป็นเพื่อนเฝ้าสวนกับข้าพเจ้าเสียอีก แต่พอเจ้าหงุมหงิมโตขึ้นหน่อยพอดูน่ากลัวน่าเกรงขามเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็ดูจะไม่เกิดขึ้นอีก ก็คงเป็นเพราะขโมยมันคงกลัวหมากัดเอานั้นเอง
เอ้ แต่คืนนี้ทำไมเจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมถึงได้เห่ากรรโชกเสียงดังไม่ยอมหยุด ดูมันนานผิดปกติไปแล้วนะ ฟังดูสำเนียงเสียงเห่าของเจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมก็ดูแปลกผิดปกติไปกว่าทุกครั้งด้วย บ้างที่ก็ได้ยินเสียงร้องเอ๋งๆ มาบางเป็นครั้งคราวเหมือนโดนทำร้าย หรือขโมยเข้ามาจริงๆ มันคงอยากลองดีกับข้าพเจ้าเข้าให้แล้ว ข้าพเจ้าได้แต่คิดเช่นนั้น “พลางคิดอยู่ในใจขนาดกูนอนอยู่ที่นี่มึงยังจะกล้าเข้ามาลักขโมยกันอยู่อีกหรือว่ะ” ข้าพเจ้าต้องจำใจงัวเงียลุกขึ้นจากที่นอนเสื่อผืนหมอนใบอันแสนอบอุ่น ด้วยความเดือดดาลทึ่ต้องจำใจลุกขึ้นมากลางดึก พร้อมกับรำพึงเบาๆ ถามเจ้าหลังอานทั้งสองตัวออกไปว่า โจ๊กหงุมหงิมเห่าใครกันว่ะ พร้อมกับเอื้อมมือไปคว้า .22 สมิธแอนด์เวสสัน ลูกโม่ที่เอามาจากบ้านที่อยู่ในเมืองเพื่อไว้ป้องกันตนเองจากขโมยขโจรในยามฉุกเฉิน ที่ต้องมานอนเฝ้าไร่เฝ้าสวนคนเดียวกลางท้องทุ่งนาในที่เปลี่ยวๆ
ข้าพเจ้าลุกขึ้นมาจากเตียงแคร่กับเสื่อผืนหมอนใบที่เป็นที่นอนอันแสนสุขได้ก็มัดเตี่ยว(กางเกงขาก๋วยแบบสั้นยาวแค่เข่า)ให้กระฉับพร้อมคว้าเจ้า .22สมิธแอนด์เวสสัน ลูกโม่ให้กระฉับอยู่ในมือพร้อมที่จะทำงานได้ทันทีที่เห็นใครลุกล้ำเข้ามาในเขตไร่สวนในยามค่ำคืน พอก้าวออกมาจากกระท่อมได้ข้าพเจ้าก็พยายามกวาดสายตาไปรอบบริเวณเพื่อปรับสายตาให้เข้ากับความมืดแต่ก็รู้สึกจะเห็นอะไรได้ไม่ถนัดนัก เพราะความมืดมิดของคืนเดือนมืดที่ไร้แสงจันทร์แม้แต่แสงดาวกระพริบก็ยังไม่มีมาให้เห็น ข้าพเจ้าก็ได้แต่เรียกหาเจ้าโจ๊กและหงุมหงิม ที่ยังได้ยินแสียงเห่ากรรโชกเหมือนกำลังชุลมุนกับอะไรสักอย่างที่อยู่ห่างออกไปจากหัวกระท่อม 4-5 เมตร ข้าพเจ้าได้เอี่ยวตัวหลบเข้าไปในมุมมืดของตัวกระท่อมและพยายามแอบมองรอดออกไปเพื่อที่จะได้เห็นตัวบุคคลที่บุกรุกเข้ามาในพื้นที่ของเรา พลางคิดไปว่าขโมยมันคงรู้ตัวแล้วล่ะว่าเราตื่นขึ้นมาแล้วมันคงจะแอบดูเราอยู่ตรงไหนสักแห่งเหมือนกันแน่ๆ
ทั้งที่เราพยายามมองหาแหล่งที่มันจะซุ่มซ่อนตัวของคนที่บุกรุกเข้ามา มองยังไงก็มองหาไม่เห็นสิ่งผิดปกติ เรียกหาเจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมก็ยังไม่เห็นกลับมา ปกติพวกนี้มันจะรู้เวลาเรียกมันมาพวกมันก็จะมาครางหงิงๆ ทำตัวดี๊ด๋าหูที่ตั้งๆ ก็ลูบลงแกว่งหางอยู่ไปมารอบๆ ตัวเราแล้วนี่ หรือเวลาเราลุกจากที่นอนพวกมันก็มารายงานตัวกันแล้ว
นี่เรียกหาพวกมันตั้งครั้งสองครั้งแล้วก็ยังไม่มา ข้าพเจ้าก็ได้แต่กวาดสายตาพยายามมองหาสิ่งผิดปกติและมองหาเจ้าโจ๊กและเจ้าหงุมหงิมว่าอยู่แห่งหนตำบลใด แม้จะได้ยินเสียงพวกมันอยู่ไม่ไกลนักแต่ก็มองไม่เห็นตัว ถ้าเป็นคืนวันเพ็ญ เพียงแค่มองออกไปกลางทุ่งยังงี้ก็มองเห็นได้หมดไม่ต่างจากตอนกลางวันเท่าใดนัก แต่คืนนี้มันช่างอับแสงเสียจริงๆ มองออกไประยะไม่เกินสิบเมตรก็มองไม่เห็นสะแล้ว ข้าพเจ้าได้แต่แอบซุ่มดูอยู่เงียบๆ ไม่อยากเดินออกไปที่โล่งเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามมองเห็นเราได้ชัดเจนเหมือนกัน เสียงเจ้าโจ๊กเจ้าหงุมหงิมเงียบไปแล้วนี่ “โจ๊ก หงุมหงิม” ข้าพเจ้าเรียกมันเบาๆ ไปอีกครั้งหนึ่งสักพักพวกมันก็ร้องหงิงๆ เข้ามาเค้าคลออยู่ไม่ห่าง “โจ๊ก หงุมหงิมพวกแกเห่าอะไรกันว่ะ” ข้าพเจ้าคุยกับพวกมันเบาๆ เหมือนยังกับว่ามันจะรู้เรื่องรู้ภาษากับข้าพเจ้านี่แหละ พลางสายตาก็สอดส่องไปรอบๆ บริเวณเพื่อหาสิ่งผิดปกติจากผู้บุกรุกด้วยอารมณที่ยังคุกกรุ่นอยู่ด้วยอารมณ์โมโหที่คิดว่าพวกขโมยมันคิดยังไงถึงได้กล้าดีมาบุกรุกและขโมยของ ขนาดมันรู้ว่ามีคนมานอนเฝ้าไร่สวนอยู่ พอพวกเจ้าหลังอานมาอยู่ใกล้ๆ ก็ใจชื่นขึ้นหน่อยว่าเราคงจะไม่โดนรอบทำร้ายเอาได้ง่ายๆ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ลุกขึ้นก้าวเดินออกไปสำรวจตรวจตราในที่โล่งๆ เพื่อมองหาสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาถึงทำให้เจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมเห่าอยู่ได้เป็นนานสองนาน โดยมีเจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมเดินตามหลังและวิ่งออกหน้าอยู่ไม่ห่าง พลางร้องหงิงปัดหน้าปัดตาอยู่ไปมา ด้วยความมืดมิดมองอะไรเห็นไม่ค่อยเห็นถนัดนัก ก็ไม่ได้เห็นสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับพวกเจ้าหลังอานเท่าไร เมื่อเดินดูหาสิ่งผิดปกติแปลกปลอมที่ลักลอบเข้าก็ไม่เห็น ก็ได้แต่คิดในใจว่าขโมยมันคงหลบลี้หนีหน้าหายไปแล้วล่ะเมื่อเราตื่นขึ้นมา
เมื่อคิดได้ดังนั้นและไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ เป็นที่ระแวงได้อีกก็ได้กลับมายังกระท่อมน้อยที่เป็นรังนอนอันอบอุ่น โดยมีเจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมเดินตามหน้าตามหลังโดยปัดหูปัดตาตามมาตลอดทางข้าพเจ้าก็ไม่ได้สังเกตหรือใส่ใจอะไรพวกมันมากนัก เมื่อถึงเตียงแคร่ก็ล้มตัวลงนอนด้วยความเพลียจากงานเมื่อตอนกลางวัน หลับลงอย่างสนิทอีกครั้ง
ตื่นขึ้นมากับเช้าตรู่ที่สดใสกับบรรยากาศกลางทุ่งที่สดชื่นเป็นประจำเหมือนเช่นทุกวัน เหมือนไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลยเมื่อคืนนี้ ข้าพเจ้าเดินไปหยิบกระบวยตักน้ำจากโอ่งดินเผาที่อยู่ข้างๆ กระท่อมมาล้างหน้าล้างตาบ่วนปากแปลงฟันก็ให้ผิดสังเกตเช้านี้เจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมไม่เห็นยักเข้ามาคลอเคลียร้องหงิงอย่างดี๊ด๋าตามตูดอย่างเช่นทุกวันเมื่อเราก้าวลงจากที่นอน ข้าพเจ้าหยิบเอาผ้าขาวม้าที่ผาดอยู่ราวกระท่อมมาเช็ดหน้าเช็ดตาแห้งดีแล้วก็ได้มองหาพวกเจ้าหลังอานและเรียกหา “โจ๊ก หงุมหงิม” ได้ยินแต่เสียงตอบรับหงิงๆ เสียงหางที่ปัดแกว่งไปมาตีดินอยู่เสียงดังปับๆ ขนเงาดำเป็นเงามันขลับมองเห็นอยู่ห่างไปประมาณ 5-6 เมตร เจ้าหงุมหงิมนอนร้องครางหงิงๆ ไม่ยอมลุกขึ้นมาหาเช่นทุกวัน ก็ได้ร้องถามออกไป “แกเป็นอะไรไปว่ะหงุมหงิม เจ้าโจ๊กละหายไปไหน” พลางเดินเข้าไปหา “อ้าวเจ้าโจ๊กนอนหลบอยู่นี่เองวันนี้พวกแกเป็นอะไรกันว่ะ” เจ้าโจ๊กนอนร้องครางหงิงตีหางกับดินอยู่พลับๆ ก็ไม่ยอมลุกขึ้นมาเหมือนกัน “อ้าวพวกแกเป็นอะไรกันไปหมดว่ะวันนี้”ข้าพเจ้าเดินเข้าไปใกล้พวกเจ้าหลังอานก็ให้ตกใจขึ้นมาเมื่อเห็นสองตาของเจ้าหงุมหงิมเจ้าโจ๊กตาปิดบวมเป่งมีน้ำตาไหลออกมาเรื่อยๆ และก็ร้องครางหงิงๆ เอาเท้าหน้าปัดไปปัดมาที่ดวงตาข้าพเจ้าพรึ่มพร่ำขึ้นมาเบาๆ “พวกแกเป็นอะไรกันว่ะนี่” แล้วก็รีบกู่เข้าหาเจ้าหงุมหงิมก่อนเพื่อน เพราะเจ้าหงุมหงิมนี่ข้าพเจ้าเลี้ยงเขามาตั้งแต่เล็กๆ ส่วนเจ้าโจ๊กนั้นพึ่งมาอยู่ตอนตัวเต็มวัยนี่เองเพื่อให้มาเป็นคู่ให้กับเจ้าหงุมหงิม และดูเหมือนเจ้าหงุมหงิมจะอาการหนักกว่าเจ้าโจ๊กเสียด้วยสิ ที่ร้องครางหงิงๆ แล้วเอาเท้าปัดซ้ายทีขวาทีอยู่ที่บริเวณตาอยู่ตลอดเวลา ส่วนเจ้าโจ๊กอาการก็ดูจะไม่แตกต่างเจ้าหงุมหงิมเท่าไรแต่ดูจะนิ่งสงบและตาไม่ค่อยปิดเท่าไรยังเห็นดวงตาเป็นสีแดงๆ คล้ายตาคนที่โดนสารพิษเข้าไปจนเป็นตาสีแดงๆ บ่วมเป่งจนมีน้ำตาไหลออกมาอยู่เรื่อยๆ นั้นเอง

ตอนนั้นข้าพเจ้าก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ก็ได้แต่ก้มเข้าไปดูอาการของเจ้าหงุมหงิมใกล้ๆ เห็นบริเวณตาบวมเป่งขึ้นมาเล็กน้อยและมีน้ำตาไหลออกมาอยู่ตลอดเวลา ข้าพเจ้าก็พยายามเปิดดูเปลือกตาดูว่าเขาจะเป็นยังไงมั้ง ข้าพเจ้าเปิดยังไงก็ไม่สามารถเห็นดวงตาของเจ้าหงุมหงิมก็ทำให้เป็นที่ตกใจยิ่งนักพลางคิดอยู่ในใจว่าดวงตาของเจ้าหงุมหงิมหายไปไหนกัน พลางคิดเป็นตุเป็นตะเข้าใจว่าหรือว่าเมื่อคืนขโมยมันเข้ามาหลายคนแล้วจับเจ้าหงุมหงิมไว้ได้แล้วควักเอาดวงตาของเจ้าหงุมหงิมออกไป ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ
เมื่อเห็นสภาพเช่นนั้น และให้คิดไปอีกว่าใครจะสามารถจับเจ้าหงุมหงิมได้ นอกจากคนในครอบครัวของข้าพเจ้าเท่านั้น ถ้าเป็นคนแปลกหน้าจะเข้ามาในบริเวณไร่สวนเจ้าหงุมหงิมไม่ยอมให้เข้ามาเด็ดขาดจะเห่าเตือนและจะดุคนแปลกหน้าสะด้วย แต่ก็เป็นที่แปลกใจอย่างหนึ่งเมื่อเจ้าหงุมหงิมออกไปเที่ยวนอกพื้นที่ก็จะไม่ไปเกเรหรือดุก้าวร้าวต่อใครๆ แต่เข้ามาบริเวณสวนละเป็นไม่ได้คนที่จะมาหาหรือมีธุระปะปังก็ต้องเรียกร้องข้าพเจ้าอยู่หน้าสวนไกลๆ โน้นแหละ หรือได้ยินเสียงเห่าของพวกเจ้าหลังอานเราก็จะรู้เองว่ามีแขกมาเยือน แต่ถ้าใครเคยมาอย่างพรรคพวกเพื่อนฝูงเคยมาครั้งหนึ่งแล้วก็จะไม่มีปัญหาใดๆ จะได้รับการต้อนรับอย่างดีใจจากเจ้าโจ๊กเจ้าหงุมหงิมเสียอีก ทำให้เห็นสิ่งที่น่าเชื่อถือของหมาไทยอีกอย่างหนึ่งคือลักษณะการเฝ้าบ้านเฝ้าเรือนเหมือนเขาจะรู้ได้โดยตัวของเขาเองว่าพื้นที่หรือบริเวณที่อยู่อาศัยของเจ้าของบ้านมันต้องรักษาและหวงแหนเหมือนเป็นอาณาจักรของเขาเอง คนแปลกหน้าจะเข้ามาอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เด็ดขาด ก่อนที่จะได้รับอนุญาตจากเจ้านายของมันเสียก่อน ถึงจะเป็นที่ยินยอม นี่เป็นลักษณะพิเศษของหมาไทย
เมื่อข้าพเจ้าเข้าใจว่าเจ้าหงุมหงิมโดนควักลูกตาออกไป ก็ให้คิดต่อไปอีกว่าพวกขโมยขโจรเหล่านี้ช่างมีความชำนาญในการต่อสู้กับหมาโดยแท้ ขนาดสามารถควักลูกตาออกจากสุนัขไปได้ ข้าพเจ้าพยายามคิดหาเหตุผลอื่นมาแย้งว่ามันน่าจะเกิดจากสาเหตุอื่นได้ยังไงก็คิดไม่ออก ก็ได้แต่เข้าใจว่าเจ้าหงุมหงิมคงเสียดวงตาและตาบอดไปแล้วเพราะพวกขโมยบุกรุกเข้ามาเมื่อคืนนี้ ด้วยความระคนโกรธแค้นพวกขโมยที่กล้าเข้ามาบุกรุกไร่สวนของข้าพเจ้าในยามค่ำคืนและยังทำร้ายสัตว์เลี้ยงของเราอีก ก็ได้แต่ภาวนาว่าคืนนี้ให้พวกขโมยเข้ามาอีกเถอะข้าพเจ้าจะได้เอาลูกปืนให้มันกินซะบ้างจะได้รู้รสชาติเข็ดราบเสียมั้งจะได้รู้เสียทีว่าใครเป็นใคร เป็นอันว่าเช้านี้ข้าพเจ้าอารมณ์จะไม่ค่อยแจ่มใสนักเสียแล้วเช้านี้
พอดูเจ้าหงุมหงิม เจ้าโจ๊กแล้วก็ไม่รู้วิธีแก้ไขเยี่ยวยายังไง เพราะคิดว่าสาเหตุคงเกิดจากพวกเจ้าโจรขโมยที่บุกรุกเข้ามาเมื่อคืนนี้เป็นแน่แท้ ข้าพเจ้าได้เดินเลี่ยงออกมาเพื่อไปทำงานตามกิจวัตรประจำวัน ดูผลผลิตที่ข้าพเจ้าได้เพาะปลูกเอาไว้ ไปนั่งเอากล้าไม้ใส่กระบอกพลาสติกเพื่อให้กล้าไม้แข็งแรงแล้วจะได้ทำการย้ายปลูกต่อไป แต่ก็ยังได้ยินเสียงร้องครางหงิงๆ ด้วยความเจ็บปวดของเจ้าโจ๊กและเจ้าหงุมหงิมอยู่ตลอดเวลา และเมื่อเหลือบมองไปเหลียวดูก็จะเห็นพวกเจ้าหลังอานใช้เท้าปัดซ้ายปัดขวาบริเวณหน้าตาอยู่ตลอดเวลา ข้าพเจ้าได้แต่ถอนหายใจระคนเคืองโกรธเจ้าพวกขโมยที่เข้ามาบุกรุกเมื่อคืนพลางคิดและทำงานไปด้วยพวกนี้มีความชำนาญในการจัดการกับหมาได้ด้วย ดูจะไม่ธรรดาเสียแล้ว
ตะวันโผล่พ้นแนวไม้ใหญ่สาดแสงให้ความสว่างในยามเช้าตรู่ ความอบอุ่นเข้ามาแทนที่บรรยากาศเย็นสบายๆ ในตอนเช้าๆ สายออกมาหน่อยข้าพเจ้าต้องไปรดน้ำต้นไม้แล้วล่ะเดี๋ยวสายมากไปท้องข้าพเจ้ามันจะร้องความหิวมักจะถามหาตามปกติชีวิตประจำวันของข้าพเจ้า สายมากแล้วท้องก็ร้องหาอาหารมื้อเเช้าเสียแล้วสิ เพราะยังไม่มีอะไรลองท้องเลยเป็นธรรมชาติของเกษตรกรทึ่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ พอล้างหน้าล้างตาได้ก็ต้องรีบไปทำงานที่ค้างเอาไว้ ซึ่งดูจะแตกต่างจากสมัยเป็นพนักงานออฟฟิซ ตื่นเช้าขี้นมาก็จะต้องละเลียดชากาแฟสักถ้วยเสียก่อนที่จะย้ายก้นไปหาอะไรทำกันได้ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้คนไทยเรารับวัฒนธรรมต่างชาตินำเข้ามาปฏิบัติใช้อย่างเต็มตัวกันเลยทีเดียว เช่นการดื่มชากาแฟ พอตื่นขึ้นมาจากเตียงนอนได้ก็คว้าถ้วยชากาแฟมาชงจิบละเลียดเสียก่อนจนติดเป็นนิสัยขาดไม่ได้กัน แล้วก็ชอบพูดอ้างกันว่า “ไม่งั้นสมองไม่เดิน” พอไปถึงออฟฟิซที่ทำงานก็ขอชากาแฟอีกสักถ้วยก่อน ถึงจะลงมือทำงานได้ ข้าพเจ้าเห็นมาอย่างนั้นจริงๆ
กว่าจะรดน้ำต้นไม้เสร็จก็ปาเข้าไปชั่วโมงกว่า สงสัยประมาณ 9 โมงกว่าแล้ว ท้องก็เริ่มร้องแล้วสิ กองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใดก็ฉันนั้น ข้าพเจ้าก็ต้องหาอาหารใส่ท้องบ้างแล้ว วางมือจากการรดน้ำต้นไม้ ก็เดินผ่านร่มมะม่วงต้นใหญ่เข้าไปแวะดูอาการเจ้าโจ๊ก เจ้าหงุมหงิมว่าเป็นยังไงกันบ้าง เข้าไปใกล้หน่อยก็ได้ยินเสียงร้องครางหงิงๆ เหมือนเดิม ข้าพเจ้าเอ่ยขึ้นว่า”แล้วเช้านี้พวกเจ้าจะกินข้าวกันได้หรือปล่าวกันละนี่” พลางถอดหายใจ..เฮ้อ แล้วก็เดินตรงไปที่กระท่อมเพื่อหุงหาอาหาร เจ้าโจ๊ก เจ้าหงุมหงิมก็ลุกขึ้นเดินตามตูดพลางร้องหงิงๆ ใช้เท้าหน้าปัดไปปัดมาบริเวณดวงตาอยู่ตลอดเวลาดูแล้วเป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก พวกเจ้าคงจะแสบระคายเคืองเป็นอย่างมากแน่ๆ
เตาอังโล่ตั้งที่มีคราบเกรอะกรังริ้วรอยของการใช้งานอยู่เป็นประจำตั้งอยู่ข้างกระท่อม เกือบจะถึงสองฤดูฝนแล้วซินะที่เจ้าเตาอังโล่มาบริการรับใช้เสมือนเป็นร้านอาหารของข้าพเจ้า เพราะอาหารทุกชนิดที่ข้าพเจ้าอยากรับประทานก็ต้องปรุงแต่งมาจากเตาอังโล่ตัวนี้นี่เอง เวลานี้ก็ดูจะทรุดโทรมลงไปหน่อยแล้วแต่ก็ยังใช้งานได้ดี อายุอานามของเจ้าเตาอังโล่ก็เข้ามาอยู่พร้อมๆ กับข้าพเจ้าเองที่ย้ายเข้ามาอยู่ที่ไร่สวนแห่งนี้ ที่ข้าพเจ้าได้ตั้งหน้าตั้งตามาเป็นคนสวนอย่างเต็มที่ หนีความศิวิไลแสงสีจากสังคมเมืองหันหน้ากลับคืนสู่วิถีชีวิตแบบธรรมชาติ เมื่อหันมองไปที่เจ้าโจ๊กและหงุมหงิมก็เห็นนอนร้องครางหงิงๆ ด้วยความแสบระคายเคืองที่ดวงตา อยู่ใต้ร่มมะม่วงใหญ่หน้ากระท่อม เจ้าหลังอานพวกนี้ยังมาอยู่ภายหลังเจ้าเตาอังโล่ที่แสนวิเศษที่สามารถผลิตอาหารจากฝีมือข้าพเจ้าปรุงแต่งเองมาใช้ป้อนปากท้องมื่อยามท้องหิวเสียอีก เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเราสามชีวิต

กลิ่นข้าวหุงหอมกรุ่นออกมาจากหม้อดินยิ่งชวนให้ความหิวกระหายเพิ่มมากขึ้น ข้าพเจ้ามองไปที่ตะกร้าที่แขวนเอาไว้กับขื่อคาของกระท่อมเสบียงอาหารของเรามีอะไรเหลือบ้างพอที่ข้าพเจ้าจะนำมาประกอบอาหารได้บ้าง ฮืม..มีเนื้อตากแห้งเหลืออยู่ 4-5 ชิ้น ปลาช่อนตากแห้งคงหลายแดดแล้วเพราะค้างอยู่ถึงสองสามวันแล้วนี่ อืม..ยังพอใช้เป็นเสบียงได้อยู่อีกหลายมื้อเหมือนกัน เมื่อข้าวสุกดีแล้ว ข้าพเจ้าก็นำเนื้อแห้งกับปลาแห้งมาย่างไฟอ่อนๆ สักพักเนื้อย่างปลาแห้งย่างก็เหลืองส่งกลิ่นหอมกรุ่นยิ่งชวนให้ท้องร้องโครกครากความหิวทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ได้แต่ปลอบใจตัวเองรออีกหน่อยน่าให้เนื้อย่างปลาย่างสุกดีๆ กว่านี้อีกสักหน่อยจะได้อร่อยๆ พลางเหลือบตามองไปยังพวกเจ้าหลังอาน และร้องถามไปพวกเอ็งหิวเหมือนข้าหรือปล่าวว่ะ เดี๋ยวเนื้อย่างปลาปิ้งข้าใกล้สุกแล้ว เดี๋ยวข้าจะอุ่นต้มโครงไก่ให้พวกแกสักหน่อย พวกเจ้าหลังอานได้แต่ร้องครางหงิงๆ กับการระคายเคืองปวดบาดแผลในตาของพวกมัน
ยามเช้าสายๆ หลังจากอิ่มแป้จากมื้อเช้า ก็ถึงตามื้อเช้าของพวกเจ้าโจ๊กเจ้าเหงุมหงิมแล้วเหมือนกันข้าพเจ้าได้นำข้าวเย็นที่เหลือจากเมื่อคืนนิดหนึ่งมาผสมกับข้าวที่พึ่งหุงเมื่อเช้านี้พอประมาณตักใส่กะละมังข้าวของพวกเจ้าหลังอานแล้วนำโครงไก่จากตลาดที่เป็นเสบียงของเจ้าโจ๊กและเจ้าหงุมหงิมฉีกออกเป็นชิ้นๆ ผสมคลุกลงในข้าว เพื่อที่จะแบ่งให้เจ้าโจ๊กและเจ้าหงุมหงิมตัวละกะละมัง(ชามข้าวใบใหญ่ของเจ้าพวกหลังอาน)อย่างที่เคยทำเป็นประจำทุกครั้งเมื่อถึงมื้ออาหารของเจ้าพวกหลังอาน
หลังจากวางชามข้าวให้พวกเจ้าหลังอานข้าพเจ้าก็เดินไปจับไม้กวาดที่วางพิงอยู่กับต้นมะม่วงใหญ่ที่อยู่ข้างกระท่อมปัดกวาดลานเล็กๆ ที่อยู่หน้ากระท่อม พลางมองดูเจ้าพวกหลังอานที่ปล่อยให้ชามข้าวยังเหลืออยู่เต็มชามที่เจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมยังไม่สามารถกินอาหารของพวกมันได้ คงเป็นเพราะเกิดจากอาการบาดเจ็บเมื่อคืนนี้ เข้าพเจ้าได้เดินกวาดใบมะม่วงไปรอบๆ กระท่อมและใช้สายตาตรวจตาไปรอบๆ บริเวณ และทันใดนั้นข้าพเจ้าก็ได้เห็นงูใหญ่ตัวเขื่องนอนแผ่หลาอยู่กลางพงหญ้าที่ขี้นอยู่เป็นย่อมๆ ไม่สูงมากนัก ซึ่งอยู่ไม่ไกลไปจากหัวกระท่อมน้อยของข้าพเจ้ามากนักสักประมาณ 3-4 เมตรนี่เอง ข้าพเจ้าไม่มั่นใจเท่าใดนักว่ามันตายหรือยัง ข้าพเจ้าค่อยๆ เดินช้าๆ เข้าไปหาเพื่อจะได้ดูให้ถนัดๆ และเห็นชัดๆ ว่าเจ้างูใหญ่เป็นงูชนิดใดทำไม่มันมานอนอาบแดดเช้าอยู่แถวหัวกระท่อมน้อยเราเลยเทียวรึ เมื่อขยับเข้าไปใกล้ๆ และเห็นลักษณะเจ้างูใหญ่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นดูยังนอนเงียบสงบไม่ไหวติง ลำตัวเจ้างูใหญ่ดูอวบอ้วนมีขนาดเท่าลำแขนเลยทีเดียว แต่ความยาวดูเหมือนจะไม่ยาวมากนัก ไม่เหมือนงูสิงที่เคยเห็นเป็นประจำถ้าตัวใหญ่ๆ ลำตัวก็จะยาวๆ ไปด้วย
ก็ให้นึกถึงคำของพ่อกับแม่บอกกล่าวเอาไว้ก่อนว่าไร่สวนของเรามีงูเห่าอาศัยอยู่นะอย่าไปอยู่เลยเปลี่ยวก็เปลี่ยวไฟฟ้าก็ไม่มีที่สวน “อยู่ที่บ้านก็ดีแล้วนี่” คำกล่าวของพ่อแม่ที่เต็มไปด้วยน้ำเสียงถึงความห่วงใย ข้าพเจ้าก็รู้สึกถึงน้ำเสียงของความเป็นห่วงของบุพการีได้ดี สงสัยตอนนั้นอารมณ์ติสแตกต้องการหวลกลับคืนสู่ธรรมชาติของข้าพเจ้ามันคลุกกรุ่นอยู่ในใจของข้าพเจ้าอยู่ตลอดเวลา มีอาการเบื่อสังคมเมืองอย่างรุนแรงอยากหาที่สงบๆ หลีกลี้ความวุ่นวายของสังคมเมืองมากกว่า จึงได้มาปลูกสร้างกระต็อบซอมซ่ออยู่ที่ปลายสวนห่างจากสังคมเมืองออกมา
เมื่อข้าพเจ้าค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้และใช้ด้ามไม้กวาดที่ยาวพอประมาณเขี่ยๆ ดูเจ้างูเห่าตัวใหญ่ตัวนั้นก็ไม่ไหวติงเสียแล้ว ก็ให้เป็นที่แน่ใจว่าจะไม่มีอันตรายจากงูเห่าที่มีพิษร้ายแรงจะลุกขี้นมาฉกกัดหรือทำอันตรายต่อเราได้ ก็ได้เข้าไปสำรวจพินิจพิศดูว่าเจ้างูเห่าตัวใหญ่ทำไม่ถึงได้มาเสียชีวิตอยู่ตรงนี้
พวกเจ้าหลังอานทีอยู่ไม่ไกลนักเมื่อเห็นข้าพเจ้าเขี่ยๆ เจ้างูใหญ่อยู่บริเวณนั้นก็วิ่งกรูเข้ามาเสริม แม้ตาทั้งสองข้างพวกมันจะปิด แต่ก็สามารถวิ่งมาถึงบริเวณซากเจ้างูเห่าใหญ่ได้ในทันทีทันใดเหมือนกัน
ที่แรกก็ให้คิดไปว่าพวกขโมยเมื่อคืนคงเอาซากงูเห่ามาโยนใส่ใกล้ๆ บริเวณที่อยู่อาศัยของข้าพเจ้าเพื่อให้เกินความเกรงกลัวจะได้ไม่ต้องมาอาศัยเฝ้าสวนอยู่ที่นี่เพื่อที่จะได้เข้ามาจับปลาในบ่อหรือหาของกินของใช้ได้สะดวกเหมือนเมื่อก่อนที่ไม่มีคนเข้ามาอาศัยอยู่หรือเผ้าสวนอยู่ในเวลาค่ำคืน

เมื่อเป็นอันแน่ใจว่าเจ้างูเห่าตัวใหญ่เสียชีวินแน่แล้วก็ให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาหน่อยว่าเจ้างูร้ายคงไม่เป็นอันตรายต่อเราแล้ว แต่ยังไงข้าพเจ้าก็ไม่กล้าใช้มือเปล่าเข้าไปจับตัวงูเห่าตัวใหญ่อยู่ดี ก็ได้แต่ใช้ด้ามไม้กวาดเขี่ยดูแล้วก็เกี่ยวซากเจ้างูเห่าใหญ่ขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็ให้เข้าใจสาเหตุที่เมื่อคืนทำไมเจ้าพวกหลังอานถึงได้เห่ากรรโชกรุนแรงกว่าทุกครั้ง ก็เพราะพวกมันได้ต่อสู้กลับเจ้างูเห่าใหญ่ตัวนี้นี่เอง เมื่อได้เห็นรอยเขี้ยวอยู่ตามลำตัวของเจ้างูเห่าใหญ่อยู่เต็มไปหมด ก็ให้เข้าใจเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ เรื่องที่ข้าพเจ้าเข้าใจผิดคิดว่ามีโจรขโมยบุกรุกเข้ามา แท้จริงแล้วกับเป็นเจ้าโจ๊กและหงุมหงิมต่อสู้กับเจ้างูเห่าที่มีพิษร้ายแรง เพื่อปกป้องอาณาเขตและชีวิตเจ้านายของมันจากสัตว์ที่เป็นอันตรายที่มีพิษร้ายแรงสามารถคาดชีวิตได้กับทุกชีวิต ทันทีเมื่อโดนเจ้างูเห่าตัวเขี่องขนาดใหญ่ขนาดนี้กัดเอาได้
เมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนแล้วก็ยิ่งขนพองสยองกล้าขึ้นมาทันที่ เจ้างูเห่าตัวใหญ่เข้ามาหากินอยู่ภายในบริเวณกระท่อมนี่เอง ลองคิดดูถ้าเผื่อเราไม่มีพวกเจ้าหลังอานหวงแหนอาณาเขตคอยเห่าเตือนปกป้องคุ้มกันภัยจากสัตว์ที่มีพิษร้ายแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิตข้าพเจ้าเช่นนี้ แล้วตอนกลางคืนข้าพเจ้าชอบตื่นลุกขึ้นมาฉี่เยี่ยวเป็นประจำบังเอิญเดินไปเตะไปเหยียบสัตว์ที่มีพิษเป็นอันตรายต่อชีวิตเข้าแล้วโดนมันฉกกัดเข้าแล้วจะเป็นเช่นไร ณ เวลานั้นข้าพเจ้าภูมิใจกับเจ้าพวกหลังอานสัตว์เลี้ยงของข้าพเจ้าเป็นยิ่งนัก แม้ยามข้าพเจ้าหลับใหลมันยังสามารถปกป้องชีวิตคุ้มกันภัยให้กับข้าพเจ้าได้ขนาดนี้ ยอมเอาชีวิตเข้าแลกต่อสู้เสี่ยงชีวิตกับสัตว์ที่มีพิษร้ายเพื่อปกป้องชีวิตเรา แม้จะเป็นคืนเดือนมืดที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ปกติเหมือนตอนกลางวัน แต่พวกเจ้าหลังอานกับสามารถมองเห็นได้ดีในยามวิกาลที่มืดมิดและยังสามารถต่อสู้กับศัตรูอย่างงูเห่าตัวใหญ่ที่เป็นสัตว์ที่มีพิษร้ายแรง โดยสามารถรักษาชีวิตรอดมาได้และสามารถคว่ำคู่ต่อสู้ลงได้เช่นกัน
เมื่อเหลียวมองกลับไปดูเจ้าหลังอานสองตัวที่พยายามเข้ามาเขี่ยซากงูเห่าใหญ่แม้ตาทั้งสองข้างของพวกมันจะปิดสนิทก็ยิ่งให้คิดสงสารเวทนาเป็นยิ่งนัก แล้วก็คิดไปว่า แล้วตาของพวกเจ้าจะหายได้ยังไงนี่ หรือพวกเจ้าต้องกลายไปเป็นหมาตาบอดตลอดไปเสียแล้ว
ปกติข้าพเจ้าไม่ค่อยเชื่ออะไรได้ง่ายๆ เมื่อสิ่งนั้นไม่ได้รับการพิสูจน์เคยได้ยินแต่คนเฒ่าคนแก่เขาพูดและบอกต่อๆ กันมาว่าเจ้าหลังอานกัดกันกับงูเห่าได้เก่งกาจนัก โดยความเชื่อส่วนตัวของข้าพเจ้ากับเข้าข้างเจ้างูเห่าสะมากกว่าเพราะถ้าดูตามรูปร่างความปราดเปรียวแล้วหมาสี่ขาตัวใหญ่ดูจะมีความเทอะทะมากกว่า ส่วนพวกเจ้างูสัตว์เลื้อยคลานน่าจะมีความปราดเปรียวยิ่งกว่า แต่สิ่งเหล่านี้ก็ได้รับการพิสูจน์จากเจ้าโจ๊กและเจ้าหงุมหงิมนี่เอง เมื่อข้าพเจ้ามาใช้ชีวิตเป็นชาวสวน
เพราะข้าพเจ้าได้เห็นการใช้ชีวิตของพวกเจ้าหลังอานแบบธรรมชาติเป็นเพื่อนของข้าพเจ้าตลอดระยะเวลาของการใช้ชีวิตเป็นชาวสวนอยู่ที่นี่ ถึง 4+5 ปี เจ้าพวกหลังอานจะได้ยินหรือได้กลิ่นสัตว์จำพวกเลื้อยคลานนี่เป็นไม่ได้ป่าหญ้าคารกๆ ขนาดไหนที่เป็นที่อยู่ของรังหนูรังตุ่นนี่ก็เป็นอันต้องวาย(สูธพันธ์) งูที่เคยลงบ่อเพื่อจับกินปลาก็เป็นต้องอันตธารหายสิ้นเพราะฤทธิ์พวกเจ้าหลังอานนี่เอง
เมื่อตอนข้าพเจ้ามาอยู่เฝ้าสวนใหม่ๆ งูเล็กงูน้อยที่อาศัยอยู่มากมายบริเวณรอบๆ ขอบสระ(บ่อปลา)ที่มีพื้นที่บริเวณประมาณเกือบ 1 ไร่ เมื่อตอนเจ้าพวกหลังอานยังไม่เติบใหญ่ก็มักจะเห็นงูเล็กงูน้อยวันละสองสามตัวไล่กินปลาอยู่ในบ่ออยู่เป็นประจำ หรือไม่บางทีก็แวกว่ายหยอกล้อหาคู่กอดเกี่ยวพันกันอยู่ที่ละคู่สองคู่ก็มี บางทีก็ได้ยินเสียงแม่ไก่ที่กำลังฟักไข่อยู่ในเล้าร้องเสียงดังกระต๊ากๆ กระต๊าก เพราะพวกเจ้างูใหญ่แอบเข้าไปกินไข่ของแม่ไก่นี่เอง ถ้าข้าพเจ้าวิ่งไปทันก็ได้ไล่ตีงูกันเป็นพันละวันเลยเทียว หรือบางที่ก็จะได้เห็นงูใหญ่ค่อยๆ เลื้อยแอบเข้าไปในเล้าไก่เพื่อกินไข่ที่แม่ไก่กำลังฟักหรือกินลูกไก่ตัวเล็กๆ ที่ไม่สามารถป้องกันตนเองหรือหลีกหนีจากภัยร้ายจากเจ้าพวกงูที่จ้องคอยมาหาอาหารอันโอชะของพวกมัน สิ่งเหล่านี้มีให้เห็นอยู่เป็นประจำ
จนเจ้าหงุมหงิมเติบใหญ่และเจ้าโจ๊กมาอยู่ที่นี่สิ่งเหล่านี้ก็ค่อยๆ สูธหายไป เพราะเจ้าพวกหลังอานจะคอยสอดส่องออกล่าพวกหนูพวกงูที่อยู่ในบริเวณสวนทุกวันยังกับว่ามันเป็นเกมที่สนุกสนานของพวกมันเลยทีเดียว เพียงแต่พวกมันได้ยินเสียงกร๊อกๆ แก๊กๆ ผิดปกติในพงหญ้าหรือกลิ่นที่มนุษย์ไม่สามารถรับกลิ่นได้อย่างพวกมัน ข้าพเจ้าก็จะเห็นความตั้งใจและพยายามของพวกมันโดยการยื่นหน้าของพวกมันสูดดมกลิ่นในอากาศ กระดิกหูเพี่อรับฟังเสียง กระดุ๊กกระดิ๊กๆ อยู่ไปมาสักสองสามครั้ง เพื่อกำหนดทิศทางของเหยื่อ เมื่อแน่ใจในทิศทางของกลิ่นและเสียงของเหยื่อที่มาพวกมันก็จะกระโจนสู่เกมไล่ล่าที่ดูน่าสนุกสนานของพวกมันทันที่
เจ้าพวกหลังอานจะกระโจนไปหายังตำแหน่งที่มันแน่ใจว่าเหยื่อจะอยู่ที่พวกมันคำนวณไว้ ไม่ว่าจะเป็นหนูหรืองูที่อาศัยอยู่ในพงหญ้ารกๆ สูงขนาดไหนก็ตาม บางทีก็เห็นเจ้าพวกหลังอานกระโดดตัวลอยคล้ายกับจิงโจ้พ้นยอดหญ้าขึ้นมาแล้วก็จะเห็นพวกมันหายเข้าไปในพงหญ้าเช่นเดิม และไม่นานเหมือนจะเสร็จภารกิจของเจ้าหลังอานก็จะคาบเหยื่อของมันมาวางไว้บนลานให้เห็นว่ามันได้ทำหน้าที่ได้สำเร็จแล้ว จะน่าแปลกหน่อยเจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมจะไม่กินเหยื่อที่พวกมันล่ามาเลยไม่ว่าจะเป็นหนูพุกตัวโตๆ หรือตุ่นตัวเขื่องๆ ขนาดไหนก็ตาม
เมื่อรู้แน่สาเหตุจากตาบวมตาปิดของเจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมเกิดจากการต่อสู้กันกับงูเห่าตัวใหญ่ที่มีพิษร้ายแรงสามารถล้มช้างได้ถ้าโดนมันกัดเข้าให้ ข้าพเจ้าก็รีบบึ่งไปหาสมภารสมปองที่วัดป่าที่ห่างออกจากตัวไร่สวนข้าพเจ้าไปประมาณกิโลเมตรกว่าๆ และบอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์เมื่อคืนที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ท่านสมภารฟัง จนทำให้เจ้าโจ๊กและเจ้าหงุมหงิมตาบวมปิดไม่รู้จะบอดไปหรือปล่าว ท่านสมภารได้ให้คำแนะนำว่าให้ไปเอาข่ามาตำให้แหลกแล้วเอาเหล้าโรงผสมลงไปปล่อยทิ้งไว้สักพักแล้วให้เอามาบ้วนเป่าตาให้เจ้าโจ๊กและหงุมหงิมที่บ่วมเป่งและปิดสนิทวันละครั้ง
ท่านสมภารสมปองนี่แหละที่เป็นเจ้าของเดิมเจ้าโจ๊กก่อนที่เจ้าโจ๊กจะได้มาอยู่เฝ้าสวนกับข้าพเจ้าอย่างที่จะไม่ค่อยเต็มใจนัก ดังที่ข้าพเจ้าได้บอกเล่ากล่าวมาข้างต้นแล้ว ว่าเจ้าโจ๊กมาอยู่เฝ้าไร่สวนกับข้าพเจ้าตอนโตนี่เอง เจ้าโจ๊กมาอยู่ที่สวนกับข้าพเจ้าได้ไม่ถึง 3 วันมันก็คิดถึงเจ้านายเดิมเสียแล้ว ก็วิ่งกับไปกินข้าววัด ท่านสมภารเห็นเจ้าโจ๊กกับมาวัดก็หาข้าวหาน้ำให้มันกินเช่นเดิม พอมันกินเสร็จท่านสมภารก็จะบอกมันให้กับมาเฝ้าไร่สวนเหมือนเดิม จนเจ้าโจ๊กคุ้นเคยกับบ้านหลังใหม่และยอมรับเจ้านายคนใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนนั้นก็คือข้าพเจ้าเอง วันไหนที่ท่านสมภารบิณฑบาทมาใกล้ๆ ไร่สวนก็จะเห็นเจ้าโจ๊กระริ๊กระรี้ดีใจกระโดดโลดเต้นก่อนที่จะได้เห็นท่านสมภารมาปรากฏกายมาให้เห็นเสียอีก นั้นก็คงเป็นเพราะเจ้าโจ๊กคงได้กลิ่นท่านสมภารมาแต่ไกลๆ นั้นเอง
เจ้าพวกหลังอานนอนซมด้วยอาการแสบตาตาบวมอยู่ประมาณสองสามวันก็มีอาการดีขึ้น คงเป็นเพราะได้ยาดีที่ท่านสมภารบอกให้เอา ข่าผสมกับเหล้าโรงแล้วนำมาเป่าตาพวกเจ้าหลังอาน ตาที่บวมๆ ปิดสนิทของเจ้าโจ๊กเจ้าหงุมหงิมก็ค่อยยุบทุเลาลง ข้าพเจ้าเห็นดังนั้นก็ทำให้ข้าพเจ้าสบายใจขึ้นอักโข ที่เห็นพวกเจ้าหลังอานยังกระฉับกระเฉงขึ้นมาอีกครั้ง แต่เมื่อตรวจดูดวงตาก็ยังมีสีขาวขุ่นมัวอยู่ ก็ได้แต่คิดและบ่นเบากับเจ้าโจ๊กเจ้าหงุมหงิมว่า “หรือพวกเจ้าจะตาบอดจริงๆ”
แต่ข้าพเจ้าก็คอยสังเกตอาการพวกเจ้าหลังอานอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นพวกเจ้าหลังอานกระฉับกระเฉงสามารถลุกขึ้นวิ่งเหินไปไหนมาไหนได้โดยสะดวก แต่ก็มีอาการปัดหูปัดตาบางเป็นบางครั้งแล้วก็สามารถวิ่งต่อได้ไม่ถึงกับต้องชงักเหมือนช่วงแรกๆ ที่โดนเจ้างูเห่าใหญ่เป่าตาเอา ข้าพเจ้าก็ได้แต่คิดกับตัวเองว่า “เอ้ ถ้าเจ้าโจ๊กและเจ้าหงุมหงิมตาบอดจริงทำไมพวกมันยังวิ่งได้ตรงทางไปไหนมาไหนได้ไม่ติดขัด ไม่ยักเหมือนคนตาบอดที่ค่อยๆ คลำทางไปเวลาจะไปไหนมาไหนแต่ละที ทั้งๆ ที่ในดวงตาของพวกมันยังเห็นเป็นสีขาวขุ่นมัวอยู่ในดวงตาอยู่เลย หรือว่าพวกเจ้าหลังอานมันมีประสาทหูหรือมีประสาทในการรับกลิ่นได้ยอดเยี่ยมเลยทำให้มันไม่มีปัญหาในการเคลื่อนไหวเท่าไหร่
อีกสองวันต่อมาข้าพเจ้าก็เห็นเจ้าโจ๊กเจ้าหงุมหงิมมีอาการดีขึ้นจนเกือบปกติสามารถเดินตามตูดข้าพเจ้าไปไหนมาไหนได้เหมือนเดิมก็ทำให้ข้าพเจ้าเรื่มใจชื้นขึ้นและดีใจอยู่ลึกๆ ว่าเพื่อนตายที่อยู่เบื้องต่ำของข้าพเจ้ามิได้เป็นอันตรายใดๆ จากเจ้างูเห่าใหญ่ที่มีพิษร้ายแรงเลย ข้าพเจ้าได้เห็นพวกเจ้าหลังอานกลับมาใช้ชีวิตปกติของพวกมันได้อีกครั้ง บางก็ทำตัวระริกระรี้อยากเข้ามาหยอกล้อกับเจ้านายของมัน หรือไม่ก็เห็นเวลามันคึกคะนองวิ่งกระโจนขึ้นลงอยู่ตามพงหญ้าและวิ่งโจนทะยานไปรอบๆ ไร่สวน จนลิ้นห้อยแล้วมานั่งเอาเท้าซ้ายเท้าขวามากวักมือเรียกเพื่อต้องการ การสัมผัสจากเจ้านายหรือเสียงที่เปล่งออกมาจากปากของเจ้านายของมันในลักษณะพูดคุยกัน ช่วงเวลาอย่างนี้นี่เองที่ดูเหมือนว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีๆ ระหว่างข้าพเจ้ากับพวกเจ้าหลังอานหรือเป็นช่วงเวลาของความสุขที่ข้าพเจ้าสามารถเก็บเกี่ยวได้ ณ เวลานั้นระหว่างเจ้าพวกหลังอานเพื่อนตายที่อยู่เบื้องต่ำกับตัวของข้าพเจ้าเอง
เมื่อคิดถึงสิ่งที่ข้าพเจ้าทำคือปลีกตัวออกมาวิเวกจากสังคมเมืองอาศัยชีวิตอยู่กับธรรมชาติก็ไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่หลายคนเข้าใจ อย่างเพื่อนๆ ของข้าพเจ้ามักจะพูดออกมาจากปากเสมอว่า”มันอยู่ของมันได้ยังไงของมันว่ะ” และก็มองข้าพเจ้าด้วยสายตาแปลกๆ จะไม่ให้พวกเพื่อนๆ มองข้าพเจ้าแปลกๆได้ยังไง ก็ในเมื่อพวกเพื่อนๆ เขาทำงานทำการกันมีเงินเดือนคนล่ะสองสามหมื่นกันแล้ว บ้างก็กำลังไต่เต้าเป็นผู้จัดการแบงค์ บ้างก็มีดาวบนบ่าเสียหลายดวง บ้างก็เป็นคุณหมอคุณนาย แต่ข้าพเจ้ากับทำตัวว่างเปล่า เมื่อหันกลับมามองดูตัวข้าพเจ้าเองกับเดินถ่อมๆ ถือจอบถือเสียมอยู่กลางไร่สวนหาได้มีเงินดงเงินเดือนกับเขาแต่อย่างใดก็หาไม่ จะมีแต่ก็เจ้าพวกหลังอานเพื่อนตายที่อยู่เบื้องต่ำเดินอยู่ตามตูดไม่ห่างก็เท่านั้นเอง
บ้างนานๆ ทีก็จะมีเพื่อนมาลากออกไปงานเลี้ยงงานสังคมสักที ข้าพเจ้าก็จะได้ยินเพื่อนๆ พูดแซวเสมอว่า “ฤาษีออกมาจากถ้ำแล้วโว้ย” หรือลับหลังเขาก็จะพูดว่า”บักผีบ้า”(คนบ้า) ข้าพเจ้าเองก็ได้แต่คิดอยู่ในใจหรือว่าคนที่ถีบตัวเองออกมาจากสังคมเมืองเพื่อออกมาใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติมีวิถีชีวิตที่พอเพียงจะต้องกลับกลายว่าเป็นคนบ้าไปเสียแล้ว ในสายตาของคนเมือง
เจ้าโจ๊กเจ้าหงิมหงิมใช้เวลา 1 อาทิตย์ก็ดูเหมือนว่าอาการแสบตาระคายเคืองก็ค่อยๆ ทุเลาลงจากการต่อสู้กับเจ้างูเห่าใหญ่ในเวลาค่ำคืน ก็ดูเหมือนว่าจะหายเป็นปกติแล้ว และก็มาถึงเหตุการณ์สำคัญที่ติดตาตรึงใจข้าพเจ้ามาถึงทุกวันนี้ ปกติข้าพเจ้าก็จะเห็นเจ้าโจ๊กเจ้าหงุมหงิมไล่กัดงูตามขอบสระ(บ่อ) ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ข้าพเจ้าเห็นจนเจนตา แต่ถ้าสังเเกตให้ดีสักหน่อยก็จะเห็นว่ามันไม่ธรรมดาเลยที่เจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมสามารถกัดงูให้ตายได้ภายในเวลาไม่นานนัก เมื่อเจ้างูพวกนั้นเข้ามาอยู่ในปากของเจ้าหลังอานแล้ว พวกเจ้าหลังอานจะสะบัดสองสามทีงูที่อยู่ในปากเหล่านั้นก็จะอ่อนยวบสงบแน่นิ่งไป พวกเจ้าหลังอานถึงจะยอมคลายออกจากปาก เราลองมาคิดดูสิว่าเวลาเราเจองูและต้องการกำจัดเขากว่าเราจะตีงูตัวหนึ่งให้ตายได้ต้องใช้เวลานานเท่าไรเจ้างูตัวนั้นถึงจะหยุดเคลื่อนไหวหรือสงบนิ่งจนตายไปได้ จนกระทั่งถึงกับมีคำพังเพยของการตีงู “ถ้าตีงูหลังไม่หักมันจะแว้งมากัดเราได้” การที่เราจะตีงูให้ตายสักตัวดูเหมือนว่ามันจะไม่ค่อยง่ายดายสักเท่าไร ฟาดไปแรงๆ สองสามทีแล้วมันยังเลื้อยหนีไปได้เลย แต่ถ้าเจ้างูเคราะห์ร้ายได้ตกเข้าไปอยู่ในปากเจ้าพวกหลังอานแล้วละก้อจะเห็นเจ้าพวกหลังอานสะบัดสักสองสามทีก็จะเห็นงูตัวนั้นอ่อนยวบไม่ไหวติงไปเสียแล้ว
โรงเรือนเพาะชำพันธุ์ไม้เล็กๆ ไม่ใหญ่โตมากนักที่ปลูกสร้างขนานกันกับมุมของขอบสระเป็นรูปตัวเอล ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของไร่สวน กว้างยาวประมาณ 12x4 เมตร มุ่งหลังคาด้วยแสลนผ้ากรองแสงเป็นสถานที่พักกล้าพันธุ์ไม้ของข้าพเจ้า อีกด้านที่หักมุมออกมายาวประมาณ 6x4 เมตร มุ่งหลังคาด้วยสังกะสี โรงเรือนแห่งนี้เป็นที่ทำงานหรือสถานที่ที่ข้าพเจ้ามาคลุกอยู่ทั้งวัน เพื่อเพาะะพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ ข้าพเจ้าจะตื่นแต่เช้ามืดต้องมารดน้ำให้กับพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ที่ข้าพเจ้าเพาะพันธุ์ไว้ก่อน แล้วก็จะไล่รดน้ำไปตามแปลงพันธุ์ไม้ต่างๆ จนทั่วทั้งไร่สวนของข้าพเจ้า สายๆ แดดแก่ๆ ถึงได้แล้วเสร็จจากภารกิจรดน้ำต้นไม้ ก็เป็นเวลาที่ท้องร้องสำหรับอาหารเช้าพอดี

“โจ๊ก หงุมหงิม” เสียงร้องของข้าพเจ้าเมื่อรดน้ำต้นไม้เสร็จ ในชั่วเวลาไม่นานนักก็จะได้ยินเสียงสวบสาบของพวกหลังอานวิ่งตรงมาหาข้าพเจ้า ไม่ว่าพวกเจ้าหลังอานจะนอนหลับหลบมุมอยู่ที่ไหน หรืออยู่ในระหว่างกิจกรรมที่พวกเจ้าหลังอานชอบทำอยู่หนใด เจ้าโจ๊กเจ้าหงุมหงิมก็จะรีบวิ่งมาตามเสียงเรียกหาของข้าพเจ้าในทันที “ไป..ไปหาข้าวกินกันเถอะพวกเรา” ดูเหมือนพวกมันจะฟังรู้เรื่องว่าข้าพเจ้าพูดอะไร ต่างพากันระริกระรี้หูที่เคยตั้งก็จะหุบลงแนบข้างกะโหลกหางก็ฟัดแกว่งไปมา บ้างก็กระโดดตัวลอยขึ้นมา แต่จะไม่กระโจนเข้ามาหาข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าไม่ชอบให้พวกเขาทำเช่นนั้น อะไรที่ข้าพเจ้าไม่ชอบเจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมเหมือนพวกเขาจะรู้ว่าสิ่งไหนที่ทำแล้วปฏิบัติโดนข้าพเจ้าดุหรือว่ากล่าวแค่ครั้งสองครั้งพวกเขาก็จะไม่ทำอีกเลย เป็นสัญชาตญาณที่พวกเจ้าหลังอานสังเกตได้จากเจ้านายของมัน
“ไปกันเถิด” เสียงข้าพเจ้ากล่าวเบาๆ อีกครั้งหลังจากปล่อยให้พวกเจ้าหลังอานได้ระริกระรี้พิลาบพิไรอยู่ชั่วขณะ และข้าพเจ้าก็ก้าวเท้าย่างเดินออกไปพวกเจ้าหลังอานก็จะวิ่งนำหน้าออกไป บางก็เดินตามตูดข้าพเจ้าไป มุ่งตรงไปที่กระท่อมน้อยท้ายสวนกัน เพื่อจัดการอาหารมื้อเช้าของพวกเรา
กระท่อมน้อยท้ายสวนที่หลายรอบไปด้วยพันธุ์ไม้นานาพันธุ์น้อยใหญ่ที่ข้าพเจ้านำมาปลูกเสริมเติมแต่งภูมิทัศน์ให้ดูร่มรื่นชุ่มชื้น น่าดูน่าอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น ลานดินเล็กๆ หน้ากระท่อมที่ได้รับการปัดกวาดดูสะอาดตาทุกวัน เป็นลานสันทนาการของพวกเราสามชีวิตนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นมื้ออาหารหรือพูดคุยกัน หรือยามที่เจ้าโจ๊กและเจ้าหงุมหงิมหยอกล้อเคล้าคลอเคลียกัน หรือทำความสะอาดให้กันและกันหลังจากมื้ออาหารของพวกมัน โดยการเลียหน้าเลียตากันไปมา ส่วนมากจะเป็นฝ่ายชายเจ้าโจ๊กสะมากกว่าที่เป็นฝ่ายทำความสะอาดให้ฝ่ายหญิงคือเจ้าหงุมหงิม เมื่อยามที่เจ้าหงุมหงิมนอนหมอบเหมือนมันจะพักผ่อนเจ้าโจ๊กก็จะค่อยๆ เข้ามาเลียทำความสะอาดให้ตั้งแต่หัวถึงหางเสร็จแล้วเจ้าก็ค่อยแยกไปนอนอีกที่หนึ่งที่ไม่ห่างไปจากกันมากนัก
พวกเราสามชีวิตใช้ชีวิตเช่นนี้เป็นประจำในไร่สวนของพวกเรา โดยไม่ได้คาดคิดว่าอีกไม่ถึงชั่วโมงข้างหน้านี้จะมีสิ่งที่น่าระทึกขวัญรอพวกเราอยู่ หลังจากมื้อเช้าพวกเราสามชีวิตได้สักพักหนึ่ง ข้าพเจ้าก็จะเดินชื่นชมตรวจดูต้นไม้นานาพันธุ์ที่ข้าพเจ้าปลูกเอาไว้รายรอบกระท่อมว่าควรจะเสริมเติมแต่งอย่างไรดีถึงจะน่าดูและเป็นที่น่าพอใจของข้าพเจ้า เมื่อรู้สึกว่าอาหารที่รับเข้าไปเช้านี้ ย่อยได้ที่แล้ว ข้าพเจ้าก็คิดถึงงานที่รออยู่ข้างหน้าจะต้องรีบไปเอากล้าไม้ที่ข้าพเจ้าเพาะพันธุ์ไว้นานาพันธุ์ย้ายลงกระบอกปลูกให้ได้มากที่สุดเท่าข้าพเจ้าจะทำได้จากแรงงานของข้าพเจ้าคนเดียว โดยมีเพื่อนตายที่อยู่เบื้องต่ำเป็นกำลังใจและอยู่ข้างกายเสมอ
“โจ๊ก หงุมหงิม ฉันต้องไปเปลี่ยนกล้าไม้แล้วล่ะ” ข้าพเจ้าเอ่ยออกมาพอที่เจ้าโจ๊กและหงุมหงิมจะได้ยินสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดออกมา หลังจากเดินดูไม้นานาพันธุ์ที่ปลูกปรับแต่งภูมิทัศน์ไว้รอบๆ พื้นที่ของตัวกระท่อมน้อยเป็นที่พอใจแล้ว สิ้นเสียงเอ่ยพร้อมกับการก้าวเดินออกไปของข้าพเจ้า พวกเจ้าหลังอานที่หมอบอยู่บนลานเล็กๆ หน้ากระท่อม และดูเหมือนว่าพวกเจ้าหลังอานจะไม่ค่อยกระฉับกระเฉงเสียแล้วหลังจากที่พวกมันกินอาหารเช้าเข้าไปได้ไม่นานนัก ถ้าเป็นคนลุกขึ้นจากที่นอนก็เรียกว่าบิดขี้เกียจ แต่พวกเจ้าหลังอานนี่จะเรียกว่าอะไรดีล่ะ เจ้าโจ๊กเจ้าหงุมหงิมก็พากันยื่นเท้าหน้าออกมาโย้ลำตัวไปข้างหน้าบ้างข้างหลังบ้างจนได้ที่แล้วก็พากันเดินตามตูดข้าพเจ้าลัดเลาะพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ที่ข้าพเจ้าปลูกแจมเอาไว้กับสวนมะม่วง มุ่งตรงไปยังโรงเรือนเพาะพันธุ์ไม้ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าไร่สวนกับข้าพเจ้า
วันนี้ดูไม่เห็นมีอะไรผิดปกติหรือมีสัญญาณบอกเหตุว่าข้าพเจ้าจะต้องเจอเหตุการณ์ที่ระทึกขวัญรออยู่ข้างหน้า ข้าพเจ้าได้เดินตรวจดูกล้าพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ที่ข้าพเจ้าเพาะพันธุ์ไว้ในเรือนเพาะชำ พร้อมกับถาดและช้อนขุด แล้วก็เลือกขุดเอากล้าไม้พวกที่มีอายุโตพอที่จะย้ายลงกระบอกปลูกเพื่อที่จะเตรียมปลูกได้อีกต่อไป เมื่อข้าพเจ้าได้กล้าพันธุ์ไม้ที่ต้องย้ายปลูก พอประมาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าก็นำไปวางไว้ข้างๆ กองดินผสม ที่ข้าพเจ้าผสมเตรียมไว้เพือย้ายปลูกต้นไม้นานาพันธุ์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้านั่งลงตั่งไม้หน้ากองดินก็เริ่มปลูกกล้าพันธุ์ไม้ที่ข้าพเจ้าคัดเลือกมา ซึ่งเป็นงานและกิจวัตรประจำของข้าพเจ้าไปแล้วเมื่อมาใช้ชีวิตอยู่ในไร่สวนแห่งนี้ ข้าพเจ้านั่งหันหนัาไปทางด้านหน้าของตัวโรงเรือนเพาะชำหันหลังให้ลานกว้างพอประมาณที่ยังว่างปล่าวอยู่ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งถูกวางไว้พันธุ์ไม้นานาพันธุ์ที่สามารถตั้งตัวได้แล้วข้าพเจ้าก็จะนำมาออกสู่แสงแดดเพื่อให้กล้าไม้นานาพันธุ์เหล่านี้แข็งแรงขึ้นเพื่อที่จะเจริญเติบโตได้ในสภาพอากาศปกติ ลานกว้างที่อยู่ข้างหลังที่อยู่ข้างหลังก็เพียงรอพันธุ์ไม้นานาพันธุ์มาวางให้เต็มลานเท่านั้นเอง
เมื่อมองเหลียวกลับไปข้างหลังก็จะเห็นเจ้าโจ๊กเจ้าหงุมหงิมนอนพักอยู่ใต้ร่มมะม่วงใหญ่อีกฟากหนึ่งของลานแปลงต้นไม้ห่างออกไปประมาณ 10 กว่าเมตร เมื่อตอนเจ้าหงุมหงิมยังตัวไม่โตเท่าไร เจ้าหงุมหงิมก็จะมานอนเฝ้าดูข้าพเจ้าทำงานอยู่ข้างๆ ในเรือนเพาะชำไม่ไปไหน แต่พอมันโตขึ้นหน่อยก็ดูจะเกะกะเวลาข้าพเจ้าต้องเปลี่ยนถ่ายย้ายต้นไม้ ก็ต้องไล่เจ้าหงุมหงิมให้ย้ายที่ไปนอนเฝ้าดูข้าพเจ้าทำงานกับพวกกล้าพันธุ์ไม้ให้ห่างๆ ออกไป
ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังมีสมาธิและเพลิดเพลินกับการย้ายปลูกกล้าพันธุ์ไม้ใส่กระบอกปลูกเพื่อให้กล้าพันธุ์สามารถตั้งตัวได้ดีเป็นการเตรียมการปลูก ทำให้พันธุ์ไม้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในขั้นตอนต่อไป แล้วข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงสวบสาบทำลายสมาธิที่กำลังเพลินกับการทำงานของข้าพเจ้า เยื้องออกไปด้านซ้ายมือที่เป็นขอบสระที่มีหญ้าคาขึ้นมาสูงท่วมเข่ามาหน่อย ห่างจากตัวข้าพเจ้าไปสัก 4-5 เมตรเท่านั้นเอง ข้าพเจ้าก็ต้องชะโงกตัวขึ้นมาและเหลียวมองไปยังตำแหน่งที่ทำให้เกิดเสียงขึ้นมาก็เห็นเจ้าโจ๊กเจ้าหงุมหงิมวิ่งและกระโจนไปมาอยู่บริเวณนั้น ทำให้ข้าพเจ้าต้องวางมือจากการปลูกกล้าต้นไม้หันมาสังเกตดูว่าเจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมว่าพวกมันเจออะไรหรือเจ้าพวกหลังอานจะเจอหนูตัวใหญ่ข้าพเจ้าได้แต่คิดอยู่ในใจ
สักพักหนึ่งก็ได้ยินเสียงเจ้าโจ๊กร้องเอ๋ง พร้อมกับกระโดดตัวลอยขี้นมา ข้าพเจ้าได้แต่นึกขำในท่าทีของเจ้าโจ๊กและร้องออกไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ”เจออะไรว่ะโจ๊ก” ทันใดนั้นเองเสียงหัวเราะของข้าพเจ้าก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง กลายเป็นตกตะลึงขึ้นมาในทันที

เมื่อได้เห็นงูใหญ่ขนาดเขื่องลำตัวใหญ่เท่าลำแขนของข้าพเจ้าเห็นจะได้ ค่อยๆ เลื้อยปราดขึ้นมาจากพงหญ้าของขอบสระ โดยมีเจ้าโจ๊กและเจ้าหงุมหงิมกระโจนไล่หลังตามมาติดๆ เจ้างูใหญ่ดูเหมือนจะเห็นข้าพเจ้ายืนอยู่ก็เลี่ยงที่จะเลื้อยตรงมาที่ข้าพเจ้า ถึงแม้เจ้างูใหญ่จะเลื้อยตรงมาทางข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็คงต้องเป็นฝ่ายหลบหลีกมันเสียก่อนเป็นแน่ๆ ในจังหวะวินาทีนั้นก็ทำให้ข้าพเจ้ารีบคว้าหยิบฉวยเอาด้ามจอบที่วางอยู่ข้างกองดินขึ้นมาไว้ป้องกันตัวทันที ซึ่งเป็นอาวุธที่สามารถฉวยจับเอาได้ในเวลานั้น แต่ก็ดูจะเทอะทะไม่ถนัดมือนักที่จะต่อกรกับเจ้างูใหญ่ ถ้ามันเลื้อยตรงมาทางข้าพเจ้า ด้วยความฉุกละหุกไม่มีเวลาให้คิดมาก
ในขณะเดียวกันเจ้าโจ๊กเจ้าหงุมหงิมก็กระโจนขึ้นมาล้อมหน้าล้อมหลังเจ้างูใหญ่เอาไว้ไม่ให้เลื้อยหนีไป พร้อมทั้งยิงเขี้ยวแยกฟันขู่ดูน่ากลัวเหมือนเป็นศัตรูคู่แค้นกันมานานนับพันปี กระไรประมาณนั้น ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่เคยเห็นพฤติกรรมที่ดูเอาจริงเอาจังขนาดนี้ของเจ้าโจ๊กและเจ้าหงุมหงิมมาก่อนเลย เจ้างูใหญ่ก็ดูสุขุมลุ่มลีกค่อยๆ เลี้อยเหมือนไม่ได้กลัวเกรงต่อเจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมเลย ในขณะเดียวกันสมองของข้าพเจ้าก็ได้ทำงานไปด้วยอย่างอัตโนมัติ เมื่อเห็นลักษณะและเมื่อได้พินิจพิเคราะห์ดูเจ้างูใหญ่ตัวนี้ก็มีลักษณะไม่ต่างจากเจ้างูเห่าใหญ่ที่โดนเจ้าโจ๊กและเจ้าหงุมหงิมกัดตายไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ถ้าเป็นงูสิงตัวก็จะดูดำมะเมื่อมถ้ามีลำตัวใหญ่ขนาดนี้ก็คงต้องมีลำตัวยาวและมีการเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วกว่านี้ เพื่อหลบหนีศัตรูของมัน แต่เจ้างูใหญ่ตัวนี้กับไม่ได้กลัวเกรงศัตรูของมันที่กำลังแยกเขี้ยวยิงฟันมีเสียงขู่ฮื่อๆ พร้อมกับเสียงเห่ากรรโชกใส่เป็นบางครั้งอย่างหน้ากลัว และแล้วการต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว
เมื่อเจ้าโจ๊กได้อ้อมมาข้างหลังและได้ใช้เท้าตบไปที่หางเจ้างูใหญ่ เจ้างูใหญ่ก็หันขวับมาด้วยสัญชาตญาณป้องกันตัวเหมือนกัน พร้อมกับเอี่ยวตัวพุ่งเข้าฉกใส่เจ้าโจ๊กทันที ด้วยความรวดเร็วไม่แพ้กันเจ้าโจ๊กก็เอี่ยวตัวหลบได้ทันท่วงทีอย่างหวุดหวิด เสียงลำตัวของเจ้างูใหญ่กระแทกพื้นดังปึก ที่พุ่งฉกพลาดเป้า เจ้าหงุมหงิมก็ไม่รีรอที่จะเข้าจู่โจมเหมือนกันเมื่อเจ้าโจ๊กขยับเข้าไปทักทายก่อน พร้อมกับเจ้างูใหญ่ชูคอขึ้นมาประมาณศอกหนึ่ง เมื่อเจ้างูใหญ่มันแพ่แม่เบี้ยออกมาใหญ่เท่าฝ่ามือให้เห็นเท่านั้นล่ะ ความสิ้นสงสัยของข้าพเจ้าก็หายไปพร้อมกับความตกตะลึงพรีงเพลิดที่ได้เผชิญกับงูเห่าตัวเป็นๆ ตัวใหญ่ขนาดเขื่องเท่าลำแขนมีความยาวเกือบ 2 วา มีลำตัวสีเหลืองใบตองอ่อนอร่ามไปทั่วทั้งตัว เป็นพญางูที่มีความสวยงามมาก แต่ความสวยงามของพญางูเห่าข้าพเจ้าไม่ได้ไปพิสมัยเสียแล้ว ณ ในขณะนั้น
ข้าพเจ้ารีบมองหาอาวุธที่ต้องการมาไว้ป้องกันตัวและมีความถนัดตัวเหมาะมือมากกว่าด้ามจอบที่ข้าพเจ้าถือไว้ ข้าพเจ้าเหลือบมองไปยังกองเครื่องมือที่วางอยู่ข้างๆ กองดินก็เห็นมีด้ามเสียบและคราดมือเสือวางอยู่ก็รีบวิ่งไปหยิบเอาด้ามเสียบขี้นแทนด้ามจอบที่ดูจะเทอะทะเกินไป แต่ด้ามเสียมก็ดูจะไม่ได้ดั่งใจเท่าไรเพราะดูจะสั้นไปที่จะเข้าไปเสี่ยงกับพญางูเห่าตัวใหญ่ตัวเขื่องขนาดนั้น มองหาไม้ไผ่ด้ามยาวขี้นมาสักหน่อยก็มองหาไม่เห็นยามเมื่อต้องการใช้ เวลาไม่ต้องการใช้ล่ะเห็นอยู่ขวางหูขวางตาไปหมด จะเห็นยาวได้ขนาดเหมาะหน่อยก็เห็นแต่คราดมือเสือที่วางอยู่ข้างๆ กองดิน ข้าพเจ้ารีบคว้าเอามาแทนด้ามเสียบที่ดูจะสั้นไปหน่อย คราดมือเสือดูจะกระชับเหมาะมือและมีความยาวพอประมาณ แต่เมื่อคิดไปเราคงเอาด้านที่เป็นเล็บแหลมที่เรียกว่ามือเสือไปต่อกรกับเจ้างูเห่าตัวใหญ่ท่าคงจะไม่เข้าท่าสักเท่าไรเพราะระหว่างเล็บแหลมของมือเสือก็มีช่องห่างอยู่ ประมาณ 3 นิ้วเห็นจะได้ ถ้าเราฟาดหรือฟันไปเจ้างูใหญ่อยู่ในระหว่างช่องหว่างของเล็บมือเสือก็เท่ากับว่าเจ้างูเห่าใหญ่ไม่ได้ระคายเคืองอะไรเลย แต่ตรงกันข้ามกับจะเป็นเรามากกว่า ถ้าเจ้างูใหญ่หันมาเล่นงานเรา แต่เราก็สามารถที่จะพลิกแพลงอาวุธที่อยู่ในมือได้เหมือนกันนี่ เราสามารถใช้ด้านสันก็น่าจะเข้าท่าดีเหมือนกัน ถึงแม้จะไม่มีฟันหรือเล็บมือเสือที่แหลมคม ข้าพเจ้าคิดได้ดังนั้นก็อุ่นใจขึ้นมาได้หน่อย
ความชุนละมุนของการต่อสู้ระหว่างพญางูเห่ากับเจ้าพวกหลังอานก็ดำเนินไปอยู่ต่อเนื่องตลอดเวลาพร้อมกับความคิดของข้าพเจ้าที่คิดจะเข้าไปช่วยพวกหลังอานกำจัดพญางูเห่าใหญ่ให้ได้ในคราเดียวได้อย่างไร ถ้าไม่สำเร็จในคราเดียวอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเราก็คงมีสูงแน่นอน ถ้าพลาดแล้วเจ้างูเห่าหันมาเล่นงานเราเราจะหลบหลีกได้ทันหรือปล่าว ข้าพเจ้าได้แต่คิดไปคิดมาในขณะนั้น พร้อมกับความฉุกละหุกละคนกับความตื่นเต้นที่มีอยู่ตลอดเวลา
การต่อสู้ของเจ้าหลังอานกับพญางูเห่าใหญ่ดูเหมือนจะดุเดือดเข้มข้นขึ้นตลอดเวลา หลังจากแรกๆ ที่เจ้างูเห่าใหญ่ถูกต้อนให้ไปอยู่บนกลางลานและจดๆ จ้องๆ ขู่กันไปมาระหว่างเจ้างูใหญ่และเจ้าพวกหลังอาน ข้าพเจ้าไม่ได้ละสายตาจากการต่อสู้กันครั้งนี้เลย แม้แต่สักนิดเดียว เพราะข้าพเจ้าก็ไม่เคยเห็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่อย่างนี้มาก่อนเลยในชีวิตเหมือนกัน
ข้าพเจ้าได้เห็นการกระโดดตัวลอยแล้วเอี่ยวตัวหลบกลางอากาศจากฟันหรือเขี้ยวพิษของพญางูเห่าที่ฉกใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อที่จะกัดเป้าหมายของศัตรูก็คือพวกเจ้าหลังอานให้จงได้ โดยเฉียดฉิวเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้นเองในแต่ละครั้ง เมื่อร่างพวกเจ้าหลังอานตกถึงพื้น พวกเจ้าหลังอานก็พร้อมที่จะบุกโจมตีพญางูเห่าได้อีกครั้งเช่นกันด้วยความคล่องแคล่วว่องไวกว่าพญางูเห่าเสียอีก ไวพริบปฏิญาณความเฉลียวฉลาดการหลอกล่อศัตรูของพวกเจ้าหลังอานที่ไม่เคยฝึกหรือเคยเรียนจากที่ไหนมาก่อน ดูเหมือนจะเป็นพลังมหาศาลที่ไม่มีจุดสิ้นสุดของพวกเจ้าหลังอานในการต่อสู้ที่จะแสดงออกมาให้เราสามารถเห็นได้ในการต่อสู้เสี่ยงชีวิตของพวกเจ้าหลังอานนี่เอง
เจ้างูเห่าตัวใหญ่มีลำตัวสีเหลืองใบตองอ่อนอร่ามที่กำลังชูคอแผ่แม่เบี้ย อยู่กลางลานเมื่อถูกแดดเช้าตอนสายๆ สาดส่อง ช่างดูสวยงามอล้าอร่ามสมกับเป็นพญางูยิ่งนัก บางก็ส่ายหัวพลิกแม่เบี้ยไปตามเจ้าโจ็กเจ้าหงุมหงิมที่วิ่งยิ่งเขี้ยวแยกฟันพร้อมเสียงขู่ที่ดังอยู่ฮือฮ้าตลอดเวลา เดี๋ยวก็วกกลับไปทางซ้ายทีทางขวาที่ เพื่อที่จะหาลู่ทางเข้าโจมตีพญางูเห่าให้จงได้ เมื่อพวกเจ้าหลังอานเคลื่อนที่ย้ายร่างไปมารอบๆ พญางูเห่าที่ดูจะสงบนิ่งเพียงแต่เอี่ยวตัวไปมาดูน่าเกรงขามสมกับเป็นพญางูเห่าใหญ่จริงๆ แม่เบี้ยที่ขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือเพียงแต่พลิกไปพลิกมาพร้อมกับเอี่ยวตัวเล็กน้อยไปตามการเคลื่อนที่ย้ายร่างของพวกเจ้าหลังอานเท่านั้น ส่วนเจ้าโจ๊กเจ้าหงุมหงิมบางก็ทำท่าเหมือนจะเข้าโจมตีพญางูเห่าอยู่ร่ำๆ บางที่ก็ทำท่าจะโย้ตัวกระโจนเข้าใส่พญางูเห่า แต่เหมือนกับพญางูเห่าใหญ่จะรู้ตัวว่าจะถูกศัตรูโจมตีทางทิศใดเหมือนกันก็จะพลิกแม่เบี้ยหันหน้ามาเผชิญกับพวกเจ้าหลังอานทุกทีไปพร้อมกับเสียงขู่ฝ่อๆ พร้อมกับน้ำลายพิษที่พ่นออกมาเป็นระอองหยาดฝอย พวกเจ้าหลังอานดูเหมือนจะรู้ดีเช่นกันกับพิษภัยของน้ำลายพิษของพญางูเห่าที่พ่นออกมาแต่ละครั้ง และมีประสบการณ์เกือบตาบอดมาแล้วจากการประหัสประหารกันกับเจ้างูเห่าใหญ่เมื่อค่ำคืนเดือนมืดอาทิตย์ที่แล้วเมื่อไม่นานมานี่เอง
ข้าพเจ้าคิดได้ในทันที่ว่าพญางูเห่าใหญ่ที่ปรากฏกายออกมาให้เห็นในครั้งนี้คงออกมาตามหาคู่ของมันที่หายไป โดยที่ไม่รู้ว่าได้โดนเจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมสังหารไปเสียแล้ว และพวกเจ้าหลังอานเองก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดและเกือบตาบอดไปเหมือนกัน
การต่อสู้ประหัสประหารกันในครั้งนี้เป็นการช่วงชิงจังหวะเพียงเสี้ยววินาที หากฝ่ายไหนพลาดพลั้งก็จะต้องถูกฉวยจังหวะอันน้อยนิดเพียงเศษเสี้ยวของวินาทีความเป็นตายเข้าโจมตีก่อนทันที เสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายของพวกหลังอานดูเหมือนจะอยู่ใกล้ยิ่งนัก ถ้าพวกมันพลาดให้พญางูเห่าฝากรอยเขี้ยวไว้บนร่างของพวกมันได้ไม่ต้องมากหรอกแค่สักกะพีกลิ้นนั้นก็หมายความว่าเจ้าพวกหลังอานคงจะหาชีวิตรอดได้ไม่จากพิษอันร้ายแรงของพญางูเห่า
และดูเหมือนเจ้าหงุมหงิมจะพลาดท่าเสียแล้ว เมื่อในจังหวะนั้นที่เจ้าหงุมหงิมเห็นพญางูเห่าพลิกแม่เบี้ยหันไปทางเจ้าโจ๊กที่ทำท่าทำทางพยายามจะเข้าโจมตีพญางูเห่าอยู่ร่ำๆ เจ้าหงุมหงิมที่วิ่งวกไปมาทางซ้ายทีทางขวาทีเหมือนจะเห็นโอกาสนั้นเพื่อเข้าโจมตีพญางูเห่าก็โย้ตัวกระโจนเข้าหาพญางูเห่าในทันที พญางูเห่าเหมือนจะรู้ตัวและเห็นว่าเจ้าหงุมหงิมได้กระโจนเข้ามาทางข้างหลังแล้ว ในจังหวะนั้นเองพญางูเห่าได้เอี่ยวตัวเกลับมาเพียงเล็กน้อย แล้วก็พุ่งฉกเข้าปะทะตรงๆ เข้าหาเจ้าเหงุมหงิมในทันทีเช่นกัด ร่างสีเหลืองใบตองอ่อนที่งดงามก็พุ่งเหยียดตรงออกไป พร้อมกับปากที่อ้าออกให้เห็นเขี้ยวที่ยาวโง้วน้ำลายพิษถูกพ่นออกมาเป็นฟูฝอย เจ้าหงุมหงิมคงจะรู้ทันว่าเพชฌฆาตสังหารได้มาถึงตัวเสียแล้ว ในทันทีทันใดนั้นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อและไม่เคยเห็นลักษณะท่าท่างอย่างนี้ของเจ้าหลังอานมาก่อนเลย เจ้าหงุมหงิมสามารถเอี่ยวตัวหลบเขี้ยวพิษที่ยาวโง้งที่กำลังจะฝังเข้ามาไปในร่างของเจ้าหงุมหงิม ขณะลอยตัวอยู่กลางอากาศ เมื่อมันรู้ว่าพญางูเห่ากำลังจะฉกเข้าที่ลำตัว และคงจะเป็นด้วยสัญชาตญาณลึกๆ ที่มีของพวกเจ้าหลังอานถ้ามันปล่อยให้พญางูร้ายสามารถฝากรอยเขี้ยวไว้ในร่างกายมันได้เพียงแค่สักกะพีกมันก็คงจะหาชีวิตรอดได้ไม่ เหมือนพวกเจ้าหลังอานจะรู้ดีในข้อนี้เหมือนกัน แรงดีดตัวของพญางูเห่าที่พุ่งปะทะเข้าหาเจ้าหงุมหงิมทีกระโจนเข้ามาหาตรงๆ ดูเหมือนว่าถึงแม้เจ้าหงุมหงิมจะมีการเคลื่อนย้ายร่างได้อย่างรวดเร็วคล่องแคล่วขนาดไหนเมื่อเจ้าหงุมหงิมลอยตัวอยู่กลางอากาศขณะกระโจนเข้า ก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายร่างได้ดั่งใจให้หลบพ้นจากการฉกครั้งนี้ของพญางูเห่าออกไปได้แน่
น้ำลายพิษที่พ่นออกมาจากปากของพญางูเป็นฟูฝอยขณะที่พญางูพุ่งเข้าฉกเจ้าหงุมหงิม ดูจะถึงตัวเจ้าหงุมหงิมก่อนเสียแล้ว ดูเจ้าหงุมหงิมไม่สามารถจะกระโดดหลบรอดจากห่าละอองพิษจากน้ำลายของพญางูเห่าไปได้ เมื่อร่างกายลอยอยู่ในอากาศ “เอ๋ง” เสียงเจ้าหงุมหงิมร้องดังขึ้นพร้อมกับบิดตัวงอเป็นรูปตัวยู ถ้าเป็นการแสดงเจ้าหงุมหงิมคงเป็นนักยิมนาสติกชั้นเลิศที่สามารถบิดตัวกลางอากาศได้ แต่นี่กับเป็นการต่อสู้ที่พวกเจ้าหลังอานต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันกับพญางูเห่า
ก่อนที่เขึ้ยวของพญางูเห่าจะฝังบนลงร่างของเจ้าหงุมหงิม ในห่วงฉับพลันทันใดนั้นเจ้าโจ๊กก็ได้กระโดดงับเข้าที่โคนหางของพญางูเห่าในทันที พญางูเห่าคงเสียวแปร๊บที่ได้รับความเจ็บปวดจากเขี้ยวฟันของเจ้าโจ๊กรีบละเป้าหมายเดิมคือเจ้าหงุมหงิมรีบเอี่ยวตัวหันหน้ามาเผชิญเจ้ากับเจ้าโจ๊กและก็ดีดตัวหันมาฉกเป้าหมายใหม่ในทันทีทันใดเหมือนกัน และดูเหมือนเจ้าโจ๊กก็รู้ตัวดีและระมัดระวังด้วยสัญชาตญาณพิเศษของหมาไทยหลังอานที่คงจะหาได้ยากในสุนัขสายพันธุ์อื่นๆ
เจ้าโจ๊กเมื่อเห็นพญางูเห่าเอี่ยวลำตัวมาพร้อมกับดีดตัวพุ่งเข้าฉกเจ้าโจ๊กด้วยความรวดเร็วในทันทีทันใดเหมือนกันเมื่อรู้ตัวว่าได้ถูกเล่นงานเข้าให้แล้ว เจ้าโจ๊กเมื่องับได้โคนหางก็รีบลากดึงพญางูเห่าใหญ่ออกมาก่อนที่เขี้ยวฟันของพญางูใหญ่จะฝังไปบนร่างเจ้าหงุมหงิมแค่เส้นยาแดงผ่าแปด(อย่างฉิวเฉียด)และก็รีบสะบัดปล่อยทันที ก่อนที่พญางูเห่าจะดีดตัวฉกได้ทัน ทำเอาลำตัวของพญางูเห่าที่อวบใหญ่หล่นลงบนพื้นเสียงดังบึก ก่อนที่จะถึงตัวเจ้าโจ๊ก

เจ้าหงุมหงิมหลุดรอดไปจากคมเขี้ยวพิษของพญางูเห่าไปได้อย่างหวุดหวิดหวาดเสียวดังปาฏิหารก็เพราะการปฏิการของเจ้าโจ๊กนี่เอง แต่ก็ไม่สามารถหลบรอดจากน้ำลายพิษของพญางูเห่าที่พ่นออกมาเป็นห่าใหญ่ได้ครอบคลุมไปทั้งลำตัวของเจ้าหงุมหงิม น้ำลายพิษที่ครอบคลุมไปทั้งลำตัวเจ้าหงุมหงิมหาได้ทำอันตรายต่อเจ้าหงุมหงิมได้ เพราะเจ้าหลังอานมีขนยาวออกมาจากลำตัวหน่อยก็เพื่อป้องกันสัตว์เขี้ยวพิษเหล่านี้นี่เอง ดูเหมือนว่าขนของพวกเจ้าหลังอานที่ยาวออกมาจากลำตัวเล็กน้อยจะดูเหมือนเป็นเสื้อเกราะชั้นดีให้กับพวกเจ้าหลังอานได้ปลอดภัยจากการระคายเคืองจากพิษภัยต่างๆ แต่ดวงตาของเจ้าหงุมหงิมก็หาได้รอดพ้นจากละอองน้ำลายพิษที่พ่อออกมาเป็นห่าใหญ่ของพญางูเห่าในครั้งนี้ได้ไม่
เมื่อร่างเจ้าหงุมหงิมตกถึงพื้นก็ได้ยินเสียงร้องเอ๋งๆ และสะบัดหัวไปมาอย่างรวดเร็วที่ไม่สามารถระงับความเจ็บปวดจากการแสบระคายเคืองที่ดวงตาได้ แต่ไหนเลยเจ้าหลังอานที่มีสัญชาตญาณเลือดนักสู้อยู่เต็มตัวจะแสดงความอ่อนแอหรือใจเซาะ ออกมาให้ศัตรูที่อยู่ข้างหน้าได้เห็น เจ้าหงุมหงิมเพียงสะบัดหัวไปมาจากละอองน้ำลายพิษของพญางูเห่าเพียงครั้งเดียว ก็เคลื่อนย้ายร่างไปมาอย่างรวดเร็วเพื่อหาจังหวะเข้าโจมตีพญางูเห่าใหญ่ในทันทีโดยไม่รอให้เสียโอกาส ในจังหวะที่พญางูเห่าหันหน้าไปเล่นงานเจ้าโจ๊ก เจ้าหงุมหงิมก็กระโจมเข้างับลำตัวของพญางูเห่าใหญ่แล้วรีบสะบัดพญางูเห่าขว้างออกไปตกลงบนพื้นเสียงดังปึก ก่อนที่พญางูเห่าจะมีโอกาสหันหัวมาฉกหรือพ่นน้ำลายพิษใส่ได้อีก
“เอ๋งๆ” เสียงเจ้าโจ๊กไม่สามารถหลบรอดจากห่าละอองน้ำลายพิษที่พญางูเห่าพ่นออกมาจากปากก่อนที่จะฉกเจ้าโจ๊กพลาดเป้าหมายไป โดยโดนเจ้าหงุมหงิมที่ตั้งหลักได้และคอยจับจังหวะทุกการเคลื่อนไหวของพญางูเห่าไว้อยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าจะบาดเจ็บจากการถูกน้ำลายพิษของพญางูเห่าพ่นเข้าที่ตาก็ตาม
เจ้าโจ๊กก็เช่นกันไม่ต่างไปจากเจ้าหงุมหงิมเหมือนกันชะงักงันจากการถูกน้ำลายพิษของพญางูเห่าเข้าที่ตา แต่ก็ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอหรือขี้ขลาดตาขาวออกมาให้ศัตรูได้เห็นหรือวิ่งหนีหายไป ชั่วพริบตาที่ร่างของพญางูเห่าตกถึงพื้นเจ้าโจ๊กก็กระโจมพุ่งตัวเข้าไปคาบที่ลำตัวของพญางูเห่าแล้วก็รีบเหวี่ยงสะบัดไปก่อนที่พญางูเห่าตั้งตัวได้หรือมีโอกาสชูคอขึ้นมาฉกได้ เสียงดังปึกเมื่อร่างพญางูเห่าตกถึงพื้น เหมือนเจ้าหงุมหงิมรอจังหวะและโอกาสเช่นนี้อยู่แล้วเมื่อร่างพญางูเห่าตกถึงพื้นยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็โดนเขี้ยวของเจ้าหงุมหงิมงับให้อีกทีแล้วก็รีบเหวี่ยงสะบัดออกไป
“เฮ้ย” เสียงข้าพเจ้าอุทานออกมาเมื่อร่างของพญางูเห่าถูกฟาดเหวี่ยงมายังทิศทางของข้าพเจ้า ที่ยืนคุมเชิงและเฝ้าดูการต่อสู้อย่างถวายชีวิตของพวกเจ้าหลังอานกับพญางูเห่าอยู่อย่างไม่กระพริบตา พร้อมกันนั้นข้าพเจ้าก็รีบถอยห่างออกมาจากรัศมีการต่อสู้ที่ดูจะดุเดือดและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
เกล็ดพญางูเห่าที่เลื่อมพราวสวยงามไปทั้งตัว เริ่มหลุดลอกออกเพราะรอยเขี้ยวของพวกเจ้าหลังอานที่ฝังไปบนร่างของพญางูเห่า และเริ่มมีรอยเลือดออกมาเป็นจ้ำๆ ให้เห็นตามรอยเขี้ยวของพวกเจ้าหลังอานที่ฝังไปบนร่างของพญางูเห่า
ดูเหมือนว่าพวกเจ้าหลังอานจะคุมเกมการต่อสู้ไว้ได้เสียแล้วไม่ว่าพญางูเห่าจะฉกมาจากทิศทางใดพวกเจ้าหลังอานก็จะฉากหลบได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วเจ้าหลังอานอีกตัวหนึ่งก็จะเข้าไปคาบงับแล้วสะบัดเหวี่ยงไปก่อนที่พญางูเห่าจะหันกลับมาฉกคืนได้ทัน การต่อสู้ดำเนินไปจนเห็นได้ว่าพญางูเห่าได้เริ่มอ่อนแรงลงแล้ว และบอบช้ำจากการที่ถูกคมเขี้ยวของพวกเจ้าหลังอานฝังไปบนลำตัวที่เลื่อมพราวครั้งแล้วครั้งเล่า จนมีรอย เลือดขึ้นมาตามรูเขี้ยวของพวกเจ้าหลังอานที่ฝังไปบนร่างของพญางูเห่า
อาการบอบช้ำบาดเจ็บของพญางูเห่าเห็นได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อความห้าวหาญของพญางูเห่าที่จะต่อสู้กับพวกเจ้าหลังอานได้ลดหายไป เมื่อโดนพวกเจ้าหลังอานคาบงับสะบัดเหวี่ยงลงพื้นแต่ละครั้งได้สร้างความบาดเจ็บให้พญางูเห่าได้ไม่น้อย ทุกครั้งที่เขี้ยวของพวกเจ้าหลังอานได้ฝังไปบนร่างของพญางูเห่าก็จะเห็นลำตัวของพญางูเห่าบิดตัวเป็นเกลียวด้วยความเจ็บปวด ความปราดเปรียวว่องไวของพญางูเห่าก็ดูเหมือนจะลดน้อยหายไปเช่นกัน เมื่อร่างกายของพญางูเห่าโดนฟาดเหวี่ยงลงพื้นแต่ละครั้ง ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็จะโดนเจ้าหลังอานแต่ละตัวที่คอยจังหวะอยู่แล้ว กระโจนเข้ามาคาบงับอีกทันที เมื่อพญางูเห่าอยู่ในปากพวกเจ้าหลังอานจะหันมาฉกกัดพวกเจ้าหลังอาน พวกเจ้าหลังอานเหมือนจะรู้ทันก็รีบสะบัดเหวี่ยงออกไปทันที โดยที่พญางูเห่าไม่มีโอกาสได้ตั้งตัวหรือแผ่แม่เบี้ยออกมาให้ดูน่าเกรงขามได้อีกเลย
เกมการต่อสู้ของพญางูเห่ากับพวกเจ้าหลังอานดำเนินการมาถึงขั้นนี้แล้วก็ดูเหมือนจะไม่เร่งเร้าเหมือนช่วงแรกๆ และดูเหมือนว่าจะหน่วงช้าลงตามอาการบาดเจ็บของพญางูเห่า และยิ่งทำให้พญางูเห่าพะวักพะวงหาทิศทางที่จะโจมตีพวกเจ้าหลังอานไม่ได้เสียแล้ว เมื่อพวกเจ้าหลังอานได้มีโอกาสพักหายใจ มีการเคลื่อนไหวไปมาอย่างมีจังหวะจะโคนยิ่งขึ้นไม่ลุกลี้ลุกลนเหมือนช่วงแรกๆ ที่พญางูเห่ายังสามารถแผ่แม่เบี้ยพ่นน้ำลายพิษอยู่ได้ตลอดเวลา เสียงเห่าขู่กรรโชกของเจ้าโจ๊ก เจ้าหงุมหงิมดังอยู่เป็นระยะ เดี๋ยวก็ช้ายทีขวาที ยิ่งทำให้พญางูเห่าพะวักพะวงทำอะไรไม่ถูกกลายเป็นฝ่ายตั้งรับเป็นเป้าให้พวกเจ้าหลังอานเข้าโจมตีอย่างเดียว และดูเหมือนว่าพวกเจ้าหลังอานก็จะรู้แล้วว่าพญางูเห่าได้อ่อนแรงลงแล้วจากการโจมตีของพวกมัน และมันก็รู้ด้วยสัญชาตญาณของพวกมันเช่นกันว่าพวกมันต้องรีบเผด็จศึกนี้ให้ได้โดยเร็วเช่นกัน
เจ้าโจ๊กกับเจ้าหงุมหงิมผลัดกันเข้าโจมตีพญางูเห่าเหมือนกับว่าพวกมันได้ผ่านการฝึกยุทธวิธีการสู้รบมาด้วยกันอย่างช่ำชองสอดรับประสานกันอยู่ตลอดเวลา แต่ความจริงแล้วพวกมันหาได้เคยรับการฝึกฝนการต่อสู้มาจากที่ไหนก่อนเลย มันเป็นไปโดยธรรมชาติของสายเลือดนักสู้ที่คงอยู่ในสัญชาตญาณของพวกเจ้าหลังอานที่มีมาแต่กำเนิดนั้นเอง
พญางูเห่ายิ่งอ่อนแรงลงเท่าใด ก็ยิ่งถูกพวกเจ้าหลังอานคาบงับไว้อยู่ในปากนานขึ้นเท่านั้น พวกเจ้าหลังอานไม่ได้รีบกัดแล้วสะบัดปล่อยเหมือนตอนแรกๆ อีกแล้ว และช่วงบนลำตัวของพญางูเห่าที่เป็นจุดสำคัญก็ถูกโจมตีได้ง่ายขึ้น และไม่นานข้าพเจ้าก็เห็นพญางูเห่าแน่นิ่งอยู่ในปากของเจ้าหงุมหงิม เจ้าหงุมหงิมคาบพญางูเห่าได้ที่ช่วงลำคอ เมื่อเจ้าหงุมหงิมเห็นพญางูเห่าบาดเจ็บหมดแรงไม่สามารถเอี่ยวหัวเอี่ยวตัวมาฉกกัดได้อีก ก็รีบเผด็จศึกโดยทันที โดยที่มันคาบที่เป็นจุดอ่อนและจุดตายของพญางูเห่าแล้วกัดสะบัดพญางูเห่าอยู่ในปากไม่ยอมปล่อยจนมันแน่ใจว่าพญางูเห่าสิ้นฤทธิ์ไม่ไหวติงแล้วเจ้าหงุมหงิมถึงได้ค่อยๆ คายพญางูเห่าออกจากปาก
101ไทยหลังอาน
- หน้าบ้านไทยหลังอาน
- การมองหาเจ้าหลังอานมาเลี้ยง
- กว่าจะได้เกิดมา
- การดูแลลูกสุนัขแรกเกิด
- ลักษณะอุปนิสัยของสุนัข
- การเริ่มต้นทึ่จะฝึกลูกสุนัข
- การผสมพันธุ์ของสุนัขไทยหลังอาน
- การฝึกเจ้าหลังอานสู่สนามประกวด
- พาเจ้าหลังอานเข้าสู่สนามประกวดได้อย่างไร
- การแก้ไขสุนัขที่ตื่นกลัว
- มาตรฐานสายพันธุ์สุนัขไทยหลังอาน
- วิธีการช่วยเจ้าหลังอานให้หูตั้งเร็ว
- การพัฒนาพันธุ์ของสุนัขไทยหลังอาน
- หมู่บ้านไทยหลังอาน
- มารู้จักเจ้าหลังอานกันเถิด
- กายวิภาคของสุนัขไทยหลังอาน
- วิธีป้องกันและแก้ไขเจ้าหลังอานที่นิสัยเสีย
- การฝึกเจ้าหลังอานและการลงโทษอย่างไรให้ได้ผล
- หมาพราน
- เรื่องเล่าของ 101ไทยหลังอาน
- กระดานสนทนาบ้านไทยหลังอาน
